ยินดีต้อนรับสู่ฟอรั่ม 96 เสวนาธรรมบำเพ็ญ
กรุณา ลงทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานฟอรั่มได้อย่างเต็มรูปแบบ !
ลงทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและใช้เวลาเพียงเล็กน้อย

"โดยพื้นฐานธรรมชาติเดิมแท้ของตัวเรา
เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์และสะอาด
ถ้าเรารู้จิตของเราและเห็นถึงธรรมชาติเดิมแท้ของเรา
เราทั้งหลายก็จะบรรลุถึงความเป็นพุทธะ"

หน้า: [1]   ลงล่าง
  ตอบ  |  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on Twitter
ผู้เขียน หัวข้อ: คู่มือฉุดช่วยคน  (อ่าน 9100 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
admin
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2011, 09:31:55 AM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ



ตอนที่ 1 ภาระหน้าที่ของธรรมทูตยุคขาว
  • ผู้รับธรรม เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากฟ้าเบื้องบน
  • ฟ้าเบื้องบน ประทานหน้าที่การฉุดช่วยให้ทุกคน
  • ร่วมชีวิตกับเวไนย
ตอนที่ 2 คนยากฉุดช่วยจริงหรือ ?
  • สาเหตุหลัก 3 ประการของความล้มเหลวในการฉุดช่วย
  • คุณสมบัติและสัมมาทัศนะที่ควรมี สำหรับผู้ฉุดช่วยนำพา
  • การฉุดช่วยนำพาคน
ตอนที่ 3 หลักฉุดช่วยคน 25 ข้อ


* jj.jpg (18.71 KB - ดาวน์โหลด 376 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 27, 2011, 09:43:26 AM โดย admin » บันทึกการเข้า
admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2011, 09:45:32 AM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


1. ผู้รับธรรม เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากฟ้าเบื้องบน


     พูดถึงการรับธรรมเหมือนกัน แต่สำหรับผู้บำเพ็ญในอดีตต้องบำเพ็ญจนพร้อมและปฏิบัติจนสมบูรณ์หรือที่เรียก ว่าต้องสร้าง 3000 บุญ 800 มรรคผล จึงมีโอกาสได้พบพระวิสุทธิอาจารย์ ได้รับมหาธรรมเช่นนี้เรียกว่า "บำเพ็ญก่อน-รับธรรมหลัง" และสาเหตุที่ต้องบำเพ็ญทุกรกิริยาเช่นนี้ก็ต้องการเพียงรับธรรม เพื่อหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด ทว่าปัจจุบันเราทั้งหลายซึ่งเกิดมาในวาระปลายกัปสุดท้าย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระแม่องค์ธรรมเบื้องบน ทรงประทานวิถีอนุตตรธรรมลงโปรด อีกทั้งความเมตตาอาทรของสิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยเจ้าทำให้เราทั้งหลายได้ "รับธรรมก่อน-บำเพ็ญหลัง"

     ฉะนั้น เรายิ่งต้องเข้าใจในพระประสงค์ของฟ้าเบื้องบนและสำนึกในพระคุณที่ทรงประทานวิถีธรรมลงปกโปรดอย่างกว้างขวาง ทว่า "วิถีอนุตตรธรรม" มิใช่ประทานลงมาเพื่อคนกลุ่มน้อยเท่านั้น แต่เพื่อโปรดฉุดช่วยสาธุชนคนบุญชาย-หญิงทั้งก้าวหกกลับคืนถิ่นฐานเดิมญาติ ธรรมทุกคนที่ได้รับธรรมพึงตระหนักว่าอันที่จริงแล้ว "ธรรมะ" นี้มิใช่เราทุกคนได้รับมา เพราะการไปแสวงหา แต่เนื่องจากได้สั่งสมการบำเพ็ญมาในอดีตชาติ ประกอบกับบุญบารมีของบรรพชนอานิสงค์ผลบุญที่สร้างมาได้สุกงอมในปัจจุบันจากนั้นเบื้องบนได้เมตตาเลือกเฟ้นเรา ช่วยคุ้มครองเรา ปัดเป่าให้เรา หนุนนำเรา เราทุกคนจึงมีโอกาสได้รับวิถีธรรม ทำให้ชีวิตที่เปรียบเสมือนฟองสบู่ของเราได้เข้าสู่ชีวิตอมตะโดยทันที จากปุถุชนคนธรรมดา ก็กลายเป็นธรรมฑูตแห่งยุคขาวที่ปกโปรดฉุดช่วยเวไนยอย่างกว้างขวาง ช่างเป็นเกียรติภูมิอันสูงส่งของชีวิต เราเสียกระไร

     ฉะนั้น วันนี้เมื่อเราทุกคนได้รับหนึ่งจุดชี้จากพระวิสุทธิอาจารย์ ได้รับการเบิกประตูเกิด-ตายแล้วจุดมุ่งหมายสำคัญไม่ต้องการให้เรากระจ่าง แจ้งในตัวจริงแท้แห่งตนอย่างเดียว ยิ่งมุ่งหวังว่าเราจะสามารถรู้แจ้งเห็นจริงว่าเวไนยทั้งมวลล้วนมี "ประธาน" ที่ต้องการเราไปนำพาให้รู้ตื่นเช่นกัน เนื่องจากกาลของโลกได้ดำเนินมาถึงวาระเก็บเกี่ยวแล้ว และเมื่อตอนนี้จิตของเราได้สว่างแจ้งแล้ว ก็สมควรที่จะบังเกิดจิตเมตตาอาทรต่อมนุษยชาติ ช่วยประกาศธรรมแทนฟ้าบุกเบิกแพร่ธรรมแทนพระอาจารย์ เห็นหน้าที่ของพระบรรพจารย์เสมือนเป็นหน้าที่ของตน
บันทึกการเข้า
admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2011, 09:45:51 AM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


2. ฟ้าเบื้องบน ประทานหน้าที่การฉุดช่วยให้ทุกคน


     ชีวิตมนุษย์ดั่งละคร เราทุกคนล้วนเป็นตัวละครที่มีบทบาทหน้าที่ด้วยกันทั้งสิ้น ตราบใดที่ละครยังไม่ปิดฉากลง ตราบนั้นเราก็ต้องพยายามแสดงบทบาทหน้าที่ของเราให้ดีเยี่ยม ให้สมบูรณ์และงดงามที่สุด เช่นนี้จึงไม่ผิดต่อหน้าที่ของนักแสดง เช่นเดียวกัน หลังจากที่เราทุกคนได้ฟื้นฟูหน้าที่เดิมของตนในธรรมกาลยุคขาวนี้แล้ว ทุกคนก็ต้องมีความทุ่มเทพยายามเพื่อบรรลุหน้าที่ของตนให้ได้ พระอาจารย์ต้องการให้ดวงจิตของศิษย์เป็นประหนึ่งดวงดาว เป็นเสมือนดวงจันทร์ ไม่ว่าเวไนยจะอยู่แห่งหนใด ขอเพียงเวไนยต้องการแสงสว่างเราก็พร้อมที่จะเปล่งแสงให้ความสว่างแก่เวไนย ฉายส่องเวไนยตลอดไป แล้วจิตประภัสสร (ความสว่างในดวงจิต) มาจากไหนล่ะ ? ก็ตรงที่พระวิสุทธิอาจารย์ได้เบิกให้นั่นแหละ !

      ทุกคนได้บังเกิดจิต ประภัสสรกันทั่วหน้าแล้วและธรรมรัศมีนี้ เบื้องบนไม่ต้องการให้เราส่องเฉพาะตัวเอง ในขณะเดียวกัน ต้องการให้เราไปนำพาฉายส่องเวไนยอีกจำนวนมากที่ยังอยู่ในมุมมืด ในพิธีขอรับธรรม เราทุกคนได้ตั้งมหาปณิธาณ 10 ประการใช่หรือเปล่า ? คำว่า "จะไม่ถดถอยไม่ก้าวหน้า และจะไม่ปิดบังธรรมะมิให้ปรากฏ" นี่ก็คือหน้าที่ของธรรมทูตแห่งยุคขาว

      ผู้แนะนำ-รับรองก็เสมือนกับพระ พุทธะผู้นำพา ฉะนั้นต้องยื่นมือออกไปฉุดช่วยเวไนย และทั้งสองมือที่ยื่นออกไปก็ต้องมีแรง มีกำลัง มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจเช่นกัน เวไนยจึงจับยึดได้อย่างมั่นคง
ด้วยเหตุนี้ คนที่มีพลังแห่งธรรม และมีความเมตตากรุณาเท่านั้นจึงสสามารถแบกรับภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ ได้ ตรงนี้พระอาจารย์ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า "การบำเพ็ญธรรมไม่ใช่สัก แต่บำเพ็ญตัวเองแต่ต้องไปส่งเสริมมวลชน ต้องเสียสละตน อุทิศตนอย่างนี้จึงเป็นผู้บำเพ็ญอย่างแท้จริงที่อาจารย์ต้องการ"

       ในเมื่อ เป็นหน้าที่ที่เบื้องบนประทานให้ ย่อมต้องส่งสูงและยิ่งใหญ่ ฟ้าเบื้องบนประทานพรให้ทุกคน แต่ทุกคนต้องรู้จักค้นหาพรสวรรค์ของตัวเองและเมื่อฟ้าประทานวิถีธรรมให้เรา ยิ่งต้องมีเจตนาที่จะส่งมอบพระภาระอันศักดิ์สิทธิ์ให้เรา มหาสมุทรกว้างใหญ่ก็เพราะรองรับสายน้ำน้อยใหญ่จากทุกสายฉันใด ผู้มีคุณธรรมสูงส่งก็ต้องอาศัยผู้มีคุณธรรมน้อยๆ มาค้ำจุนฉันนั้น

       การที่ ผู้แนะนำ-รับรองคนมารับธรรมก็เท่ากับเป็นครั้งแรกที่ยื่นมือออกไปเพื่อฉุด ช่วยเวไนยที่กำลังลอยคออยู่ในทะเลทุกข์ ต่อไปคือการส่งเสริมนำพาให้เขาเกิดความก้าวหน้าและพัฒนาตนขึ้นตามลำดับ การฉุดช่วยและนำพานี้จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เด็ดขาด
บันทึกการเข้า
admin
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2011, 09:46:13 AM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


3. ร่วมชีวิตกับเวไนย


      วิถีชีวิตของเวไนยล้วนวนเวียนไปตามกระแสโลกีย์เหมือนกันทั้งหมด คือยอมบั่นทอนพลังชีวิตเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อสังขาร และเพื่อวัตถุตัณหา ฯลฯ ถึงแม้บางคนจะทุ่มเทพยายามเพื่อบรรลุหน้าที่ส่วนตน แต่คนอื่นก็หาได้รับผลประโยชน์จากความทุ่มเทของเขาไม่ อย่างนี้ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับฟองสบู่ที่ขยายตัวแล้วแตกดับไปอย่างไร้ร่องรอย

      ทว่าวิถีชีวิตของธรรมทูตยุคขาวไม่ใช่เป็นเช่นนี้ วิถีชีวิตของธรรมทูตยุคขาวมีความแจ่มแจ้งในหลักธรรมเป็นพื้นฐาน มีความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญธรรมเป็นหลัก รู้จักบำเพ็ญปฏิบัติธรรมโดยเริ่มจากการบำเพ็ญจิตบ่มเพาะธรรมญาณ ซึมซับเอาไอธรรมแห่งฟ้าดิน เปลี่ยนแปลงแก้ไขอุปนิสัยที่ไม่ดี ละความชั่วใฝ่ความดี ดำรงตนในธรรม และส่งเสริมให้คนดำรงในธรรม ยืนหยัดตนด้วยธรรม และส่งเสริมคนอื่นให้ยืนหยัดด้วยธรรม บังเกิดรัศมีชีวิตที่จรัสแสง อาศัยการฉุดช่วยคนส่งเสริมคน เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพของชีวิตให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

      ชีวิตคุณภาพ เช่นนี้ย่อมเป็นชีวิตที่ร่วมชีวิตกับมวลเวไนย และเป็นการแปรชีวิตฟองสบู่แห่งอนิจจังให้เข้าสู่ชีวิตอมตะแห่งรัศมีธรรม ทังหมดนี้เป็นหน้าที่ของธรรมทูตยุคขาว

      ด้วยเหตุนี้ การรู้แจ้งในชีวิตจริง และการรู้จักสนองรับพระภาระหน้าที่ที่ฟ้าเบื้องบนทรงประทานให้ ทั้งสองประทานนี้แล้วเท่านั้น จึงมีคุณสมบัติพอที่จะพูดถึงการฉุดช่วยคน และส่งเสริมคนต่อไป มิฉะนั้นก็จะเหมารวมว่าการ "ฉุดช่วยคน" "ส่งเสริมคน" ก็ไม่แตกต่างอะไรกับงานบุญทั่วไปที่เคยทำกันมา ยิ่งกว่านั้นยังคิดว่าการผูกบุญสัมพันธ์ คือการขยายวงธุรกิจของตนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น หรือแข่งขันกันในจำนวนของการฉุดช่วยคน หรือเปรียบเทียบใครว่ามีนักธรรมรุ่นหลังมากกว่ากัน ในที่สุดทุกๆ ปี คนที่มารับธรรมก็ไม่น้อยแต่เมื่อจะหาคนมารับผิดชอบผลักดันงานธรรมกลับมีแต่ หน้าเดิมๆ ไม่กี่คน นี่เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปที่มีให้เห็นในอาณาจักรธรรม สาเหตุง่ายๆ คือ ทุกคนได้มองข้ามเจตนาเดิมอันศักดิ์สิทธิ์ของการฉุดช่วยส่งเสริมคน อีกทั้งตัวเองไม่ได้บำเพ็ญจริงตามหลักสัจธรรม แต่บำเพ็ญโดยมนุษยสัมพันธ์ (ยึดติดกับคน) แน่นอน! เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมฉุดช่วยคนเพื่อคนอื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ญาติธรรมที่ต้องการความห่วงใย ต้องการความเอ็นดูจะได้รับการดูแลเอาใจใส่เลย

      การบำเพ็ญธรรมคือการบำเพ็ญ ใจ การปฏิบัติธรรมคือการทุ่มเทใจ ไม่ใช่หมายความว่ามาสถานธรรมช่วยงานธรรมะ ช่วยงานประชุมธรรมร่วมศึกษาธรรมก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมก็หาไม่หากจะว่ากัน อย่างเข้มงวดแล้ว การปฏิบัติธรรมกับการบำเพ็ญธรรมแท้จริงเป็นเนื้อเดียวแต่สองด้านการบำเพ็ญ ธรรมเป็นการฉุดช่วยเวไนยแห่งตนภายใน (กำหราบจิตฟุ้งซ่าน) ส่วนการปฏิบัติธรรมเป็นการฉุดช่วยกล่อมเกลาเวไนยภายนอกที่มีบุญสัมพันธ์กับเรา

      ฉะนั้น ในขณะที่บำเพ็ญธรรมก็ต้องปฏิบัติธรรมเช่นกัน ทว่าการปฏิบัติธรรมต้องมีความทุ่มเทพยายาม และการที่ตัวเองสามารถบำเพ็ญจิตตนให้สมบูรณ์ผ่องแผ่วเท่านั้น จึงจะทำให้การปฏิบัติธรรมนั้นสมบูรณ์ไปด้วย จึงสังเกตได้ว่าหลังจากที่เราทุกคนได้รับหนึ่งจุดชี้จากพระวิสุทธิอาจารย์ แล้วทุกคนก็เริ่มปฏิบัติงานธรรมโดยปริยาย เนื่องจากดวงจิตแห่งธรรมญาณได้ถูกจุดประกาย ภายในจิตตนก็เริ่มปฏิบัติงานธรรมอย่างต่อเนื่อง

      ดังนั้น หากเราต้องการเป็นผู้แนะนำ-รับรองที่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องไม่ติดยึดกับศัพท์ที่ว่า "ฉุดช่วยคน" และ "ส่งเสริมคน" ขอเพียงรักษาจิตเที่ยงธรรม และจิตแห่งฟ้า ทุ่มเทปฏิบัติงานแทนฟ้าเบื้องบน หากเป็นเช่นนี้ สาธุชนคนบุญทั้งหลายก็จะเข้ามาหาเราเอง พึงระลึกพระวจนะพระอาจารย์อยู่เสมอว่า "แม้ชีวิตเดียวของเราก็มีความเกี่ยวพันกับชีวิตของเวไนยจำนวนมาก.."

      ฉะนั้น จงอย่าดูแคลนตัวเอง จงวิริยะบากบั่นในการแบกรับพระภาระหน้าที่ที่ฟ้าเบื้องบนประททานให้เถิด !
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ตอบ  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

+ ตอบด่วน
 


96 ธรรมคือแรงใจ | ปิ๊งแว๊บ ! ปััญญาแจ่มบรรเจิด | อ่านธรรม | มูลนิธิเมตตาอาทร | เสบียงบุญ | วิถีอนุตตรธรรม |

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นเวบบอร์ดโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไปและสมาชิก
ซึ่งทีมงาน 96rangjai มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป
4. ทีมงาน 96rangjai ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น