ยินดีต้อนรับสู่ฟอรั่ม 96 เสวนาธรรมบำเพ็ญ
กรุณา ลงทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานฟอรั่มได้อย่างเต็มรูปแบบ !
ลงทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและใช้เวลาเพียงเล็กน้อย

"โดยพื้นฐานธรรมชาติเดิมแท้ของตัวเรา
เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์และสะอาด
ถ้าเรารู้จิตของเราและเห็นถึงธรรมชาติเดิมแท้ของเรา
เราทั้งหลายก็จะบรรลุถึงความเป็นพุทธะ"

You are here: 96เสวนาธรรมบำเพ็ญ » ธรรมะเป็นยาวิเศษ » จดหมายจากมาตุภูมิ » 

จดหมายจากมาตุภูมิ ฉบับที่ 1/10

หน้า: [1]   ลงล่าง
  ตอบ  |  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on Twitter
ผู้เขียน หัวข้อ: จดหมายจากมาตุภูมิ ฉบับที่ 1/10  (อ่าน 5097 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 11:51:00 AM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


มนุษยธรรม
พระวจนะเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธ์


อ้างถึง
ในเมื่อพวกเจ้าดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางหมู่ชน
 จะต้องรู้จักหลักธรรมของการเป็นคน  หากพวกเจ้าไม่รู้จักหลักธรรมของการเป็นคน
ก็เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ !  
ดังนั้น  จะต้องเริ่มจากรากฐานเป็นสำคัญ เมื่อรากฐานมั่นคงแล้วธรรมจึงก่อเกิด
 แล้วรากฐานคืออะไร ?
 หลักโครงสร้างสามสัจจะห้า  คุณสัมพันธ์ห้าคุณธรรมแปด

(1)   สำรวมกิริยา    เป็นพ่อแม่ที่ดี
อ้างถึง

พระวจนะหนึ่งในแปดเซียนฮั่นจงหลี
   พ่อแม่ในยุคปัจจุบันนี้ ต่างปรารถนาให้ลูกของตนประสบความ สำเร็จในทุก ๆ ด้าน  แต่ก็อย่าได้หลงรักพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา  จะต้อง สอนให้เขารู้จักให้ความเคารพต่อพ่อแม่  ความรักความเมตตาของพ่อแม่จะ ต้องแฝงไว้ด้วยความเข้มงวดกวดขัน  ในความอ่อนโยนก็แฝงไว้ด้วยความ เข้มแข็ง   ความสำเร็จ  ความสามารถของบุตรชายหญิงเกิดขึ้นมาจากสองมือ ของพ่อแม่  ลูกศิษย์ดีเป็นบัณฑิตได้ก็เกิดจากอาจารย์สอนสั่ง  ดังนั้น คนที่ เป็นพ่อเป็นแม่ ล้วนมีภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่

อ้างถึง
พระวจนะศิษย์พี่หยิวซือเจ่
 family1
   คนที่เป็นพ่อแม่  ควรจะสอนสั่งอบรมลูกอย่างไร ?  ปัจจุบันนี้ทุก คนล้วนเป็นผู้ “กตัญญู”  กตัญญูต่อบุตรชายหญิงของพวกเจ้านั่นเอง ! ยก ตัวอย่างที่พบเห็นทั่วไป คือ  เมื่อเปิดพุทธสถานในครอบครัวขึ้น ก็มีแต่พวก  เจ้าสองสามีภรรยาเท่านั้นที่กราบไหว้  ใช่ไหม ?  เด็ก ๆ ต้องเรียนหนังสือ  ไม่มีเวลาว่างมาไหว้พระหรอก !  ไหว้กันเองก็ได้แล้ว  แต่พวกเจ้าเคยคิดถึง วันข้างหน้าหรือไม่ ?  พวกเจ้าจะอยู่กับลูก ๆ ได้ตลอดไปหรือ ?  เจ้ามี ปณิธานเปิดพุทธสถาน  แต่ว่าลูก ๆ เข้าใจไหม ?  เกรงว่าต่อไปเมื่อพวกเจ้า สิ้นไปแล้ว  ญาติธรรมก็คงไม่อาจไปจุดธูปกราบไหว้พระที่บ้านของพวก เจ้าได้  ลูกของเจ้าก็จะพูดว่า “นั่นเป็นเรื่องของพ่อแม่  พ่อแม่ของฉัน อยากจะเป็นครอบครัวที่มีคุณธรรม มีศาสนา  มันเป็นเรื่องของพวกท่าน  แต่ฉันไม่เอาด้วยหรอก !  ฉันเป็นคนสมัยใหม่  ฉันไม่ทำแบบพวกท่าน หรอก  !”   สิ่งที่เจ้าทำมาทั้งชีวิต  แต่ก็ไม่ทันคิดเลยว่าจะ มีรูรั่วใหญ่ขนาดนี้

   ส่วนคนที่ทานเจ  พวกเจ้ารู้สึกว่าการทานเจเป็นเรื่องที่ดี  แต่ว่า ลูกยังเล็กอยู่  จะให้ทานเจได้อย่างไร  !  เดี๋ยวสารอาหารไม่พอ  ไม่กล้าให้ พวกเขาทานเจด้วย ?  ในสมัยโบราณ ยามเกิดศึกสงคราม  ก็ไม่ได้กินเนื้อ
กินปลา  มีอะไรก็กินอย่างนั้น  ก็ยังเติบโตแข็งแรง  ดังนั้น ในวันนี้เจ้า บรรยายบทประโยชน์ของการทานเจ  แต่ว่าลูก ๆ ของเจ้าก็ไม่ได้ทานเจ พร้อมกับเจ้าด้วย  คนอื่นจะนำจุดนี้มาเป็นข้อโต้แย้งได้  พวกเจ้าย่อมจะย่อม จะรู้ดี  ในเมื่อพวกเจ้าทานเจ  ก็นำพาลูก ๆ ของพวกเจ้าด้วย เข้าใจไหม ?
   คนที่เป็นภรรยา  เป็นแม่คนมีหน้าที่อบรมสั่งสอนลูกให้มีกิริยา  วาจา การกระทำที่ถูกต้อง  เด็ก ๆ ก็เปรียบเหมือนกับไม้ไผ่  เวลาที่มันยังอ่อน อยู่ก็สามารถดัดได้อย่างง่ายดาย  ดังนั้น ในการอบรมเด็ก ๆ จะต้องอบรม มารยาท พูดธรรมะให้เขาฟังบ่อย ๆ เวไนย์ล้วนมีพุทธจิต  อย่าคิดว่าเขายัง เล็กอยู่  เขาสามารถฟังเข้าใจได้

   พ่อแม่จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง ลูก ๆ ก็จะเลียนแบบตาม  ทุก พฤติกรรมของพ่อแม่มีความสำคัญต่อลูก ๆ มาก  หากพ่อแม่ทะเลาะ เบาะแว้งให้ลูกเห็น   ก็จะมีผลต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ ของเขา  ความผิดพลาดเช่นนี้  พ่อแม่เป็นผู้ก่อขึ้นทั้งสิ้น  !

* 46854_10151451818922803_245265790_n.jpg (60.61 KB - ดาวน์โหลด 185 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2013, 10:29:52 AM โดย 96rangjai-dd » บันทึกการเข้า
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 12:35:37 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


อ้างถึง
พระวจนะกุมารน้อยหนานผิง
   การบำเพ็ญธรรมไม่ใช่แค่การทำความดีในพุทธสถานก็พอ  กลับ ไปถึงบ้านก็ด่าว่าลูก ๆ ด่าสามี ติเตียนภรรยา  อยู่ที่พุทธสถานก็เป็นแบบ หนึ่ง   กลับไปถึงบ้านก็เป็นอีกแบบหนึ่ง  การบำเพ็ญธรรมเช่นนั้นก็ไร้ ประโยชน์  ใช่ไหม ?  คนเป็นพ่อมีนิสัยที่ไม่ดี  พอทนไม่ไหวก็ด่าคนอื่น  แล้วบำเพ็ญธรรมอะไรกัน ?  นิสัยที่ไม่ดี  อย่าคิดนะว่าคนอื่นจะไม่ รู้  !

   คนที่เป็นแม่มีความรักความเมตตาไหม ?  คนอื่นพูดกันว่า “เป็นผู้ หญิงเหลวแหลก”  คนอื่นก็จะพูดต่อๆ  กันไปใช่ไหม ?  ผู้หญิงมักจะทำ ความผิดได้ง่ายกว่า  พวกท่านต่างได้ตั้งปณิธานไว้แล้วใช่ไหม ?  ว่าจะมี จิตใจที่ดีงาม  มีปิยวาจา   กระทำให้สิ่งที่ดี  หากตั้งปณิธานไว้แล้วไม่ทำให้ สำเร็จ  ก็กลับคืนไปไม่ได้


อ้างถึง
พระวจนะพระพุทธจี้กง

ครอบครัวที่สมานฉันท์ก็จะมีความรุ่งเรือง  ครอบครัวไม่ สมานฉันท์ ทุกคนก็มีหน้าตาบูดบึ้งกังวล  ทะเลาะเบาะแว้ง  ดังนั้น การมี ครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  คุณแม่ในยุคสมัย นี้รักสวยรักงาม   เพราะความรักสวยรักงามนี้เองจึงทำให้รังเกียจความ สกปรก ไม่ยอมไปหาซื้อพืชผักมาปรุงอาหาร ซื้อแต่อาหารกล่อง อาหาร สำเร็จรูป  ทั้งยังขี้เกียจทำอาหารอีกด้วยจนกลายเป็นแฟชั่น  ทุกวันก็จะ แต่งหน้าแต่งตาให้สวยงาม ไม่ยอมให้มือเปื้อนคราบน้ำมันควันไฟเลย  ทำไมพวกเจ้าไม่คิดบ้างว่า  การสัมผัสคราบน้ำมันควันไฟ เช่นนี้นานวันเข้า จะสามารถสำเร็จเป็นพระพุทธะได้  !  ผู้คนร้องเพลง ความยิ่งใหญ่ของแม่  ในเนื้อเพลงสรรเสริญถึงความยิ่งใหญ่ในการจัดการงานบ้านงานเรือน  หากว่าเจ้าเอาแต่หาซื้ออาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูป มากินทั้งสามมื้อ  ก็่มีความยิ่งใหญ่อันใด ๆ ให้กล่าวถึงอีก   ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องเข้าใจ สถานภาพของตนเอง  อย่าได้บ่นว่าโทษฟ้าดิน  เวลาทำ อาหารก็ร้องเพลง ของอาจารย์ไปด้วย  จะทำให้มีความสุขใจ  อาหารที่ทำออกมา ก็จะบ่งบอก ถึงฝีมือ   ความรักของแม่ด้วย  ทุกคนในครอบครัวกินข้าวพร้อมหน้า พร้อมตากัน  ก็จะทำให้มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงใช่ ไหม ?

   พ่อแม่จะต้องอบรมสั่งสอนลูก ๆ    อย่ากดดัน จะต้องใช้วาจาที่ อ่อนโยนมาปลอบใจเขา  หากว่าเด็ก ๆ สอบได้คะแนนไม่ดี ก็ไม่เป็นไร  เจ้า ก็ต้องพูดว่า “ไม่เป็นไร  คราวหน้าเอาใหม่  พ่อกับแม่จะคอยเป็นกำลังใจ”
จะต้องใช้คำพูดปลอบใจ  ไม่ใช่มีแต่การตำหนิติเตียน

มหาธรรมจะต้องดำเนินปฏิบัติไปในโลกนี้  ศิษย์ทั้งหลายจะต้อง ศึกษาธรรมให้ดีและ ปฏิบัติธรรมด้วย จึงจะสามารถสร้างครอบครัว บำเพ็ญ ธรรม  ครอบครัวที่มีสุขภาพแข็งแรงขึ้นมาได้  พวกเจ้ามายังพุทธสถานได้ สัมผัสกับความอบอุ่น  นั่นเป็นบรรยากาศแห่งพุทธธรรมที่ปกแผ่ ครอบคลุม พวกเจ้าอย่าให้มันเกิดขึ้นเฉพาะที่พุทธสถานเท่านั้น  เมื่อกลับไปถึงบ้าน  ก็นำธรรมเข้าสู่ครอบครัวด้วย  ใช้หลักธรรม เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต  บางครั้งพ่อแม่ที่เข้มงวดมาก ๆ ก็อาจจะมีลูกที่ไม่ได้เรื่องก็ได้ ดังนั้นอาจารย์จึงบอกให้พวกเจ้านำเอา ธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน  คนที่เป็นพ่อแม่จะต้องรู้จักสอนสั่ง ให้ถูกกาลเทศะ ทุกการกระทำแสดงออกซึ่งธรรม  จึงจะเป็นครอบครัว ผู้บำเพ็ญธรรมได้อย่างแท้จริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2013, 01:44:01 PM โดย 96rangjai-dd » บันทึกการเข้า
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 12:42:10 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


(2)  สานความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง

อ้างถึง
พระวจนะศิษย์พี่หวินหยิว
   สิ่งล้ำค่าในความเป็นพี่น้องกันคืออะไร ?  คือ ความรักใคร่ปรอง ดองกัน  ใช่หรือไม่ ?  น่าเสียดายที่ ความรักใคร่ปรองดองนี้ได้สาบสูญไป แล้ว !  ปัจจุบันนี้จะเห็นแต่พี่น้องทะเลาะวิวาทกัน  พ่อแม่เหลือมรดกไว้ให้ เพื่อให้พวกเจ้ามีชีวิตที่ดีขึ้น  ดังนั้นจึงยอมดิ้นรนเหนื่อยยากมาทั้งชีวิต เพื่อให้ลูก หลานไม่ต้องลำบากมากมายนัก  แต่ว่าคนในปัจจุบันนี้ไม่เข้าใจ!  พี่น้องแย่งสมบัติกัน  ทะเลาะเบาะแว้งแยกครอบครัว  พวกเจ้าน่าจะ ลองคิด ๆ ดูกันบ้าง  !

   คิดดูสิว่า  ทำไมเวลาเจ้ามายังอาณาจักรธรรม  พี่น้องจึงคัดค้าน? อาจจะเป็นเพราะว่าสิ่งที่เจ้าทำลงไปนั้นยังไม่ดีพอ  แต่พวกเจ้าก็มักจะ คิดว่าพี่น้องของเราไม่เข้าใจหลักธรรม  จึงไม่สนใจพวกเขา  ใช่หรือไม่ ?  ทำไมพวกเขาจึงต่อต้านการมาอาณาจักรธรรมของเจ้าด้วย  เจ้าจะต้องคิด ดูให้ดี  ทุกเรื่องราวย่อมจะมีสาเหตุอยู่ภายใน  !   แม้ว่าเจ้า จะรู้ว่าหลักธรรม นี้ดี  คิดจะโปรดพวกเขา  แต่ว่าการกระทำของเจ้า ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ไม่สมบูรณ์พอ  นั่นเป็นปัญหาของเจ้าเอง ไม่ใช่ปัญหาของเขา  แม้ว่าเจ้า จะรักเวไนย์ในใต้หล้า  แต่กลับทอดทิ้งญาติพี่น้องของตนเอง ทำเช่นนี้ ถูกต้องไหม?  ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องสาน ความสัมพันธ์  วันเทศกาลต่าง  ๆ ก็ให้โทรศัพท์ ส่งของขวัญ  ไปเยี่ยมเยียน  พูดคุยธรรมะกันบ้าง  ให้พวกเขา ค่อย ๆ ยอมรับเจ้า เข้าใจไหม ?


อ้างถึง
พระวจนะพระพุทธจี้กง
   พี่น้องสมัยนี้ไม่มีความรักความผูกพันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ใช่ไหม ?  ในสังคมอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนก็มัวแต่วุ่นอยู่กับการทำงาน  และ นับตั้งแต่เจ้าเข้าสู่อาณาจักรธรรม  ก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม บรรยายธรรม ทำให้ยิ่งห่างไกลจากญาติพี่น้อง  ถึงตอนนี้แล้วจะจัดการแก้ไขปัญหา เรื่อง ราวที่เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องได้อย่างไร ?  จะทำอย่างไรจึงจะสามารถเป็น เหมือนสมัยเด็ก ๆ ได้  ทะเลาะกันบ้าง  ชกต่อยกันบ้าง แล้วก็จบเรื่อง  ยังคง รักกันเหมือนเดิม  จะย้อนกลับไปมีจิตใจเหมือนสมัยเด็กได้อย่างไร ?

   จะต้องใช้จิตใจแห่งการบำเพ็ญใช่ไหม ?  จะต้องบำเพ็ญ พุทธจิตญาณเดิมเพื่อแก้ไขความทะยานอยาก  ความคิด ฟุ้งซ่านของตนเอง  ให้สามารถเป็นผู้มีธรรม  ใช้การกระทำแสดงออกซึ่งธรรม  ถูกต้องไหม ?  เมื่อใช้การกระทำที่แสดงออกซึ่งธรรมแล้ว  ขอเพียงเจ้าทำให้พวกเขา ้ประจักษ์ว่าผู้บำเพ็ญธรรมก็ไม่เลวนัก  เขาก็จะค่อย ๆ คลายอคติออกไป  คิดดูสิว่า  ความคิดอคติระหว่างพี่น้องทำไมมันจึงยังคงอยู่ถึงปัจจุบัน ?   เพราะว่าไม่สามารถแสดงออกซึ่งธรรมได้  ในเมื่อไม่สามารถแสดงออก ถึงธรรมได้  ก็เท่ากับสร้างความอัปยศเสื่อมเสียให้แก่หลักธรรม  ใช่ไหม ?  พวกเราก็ไม่คู่ควรที่จะพูดถึงการบำเพ็ญธรรม ถูกต้องไหม ?  หากพี่น้อง มีความสุขกลมเกลียวกันดี  พ่อแม่ของพวกเจ้าก็จะยิ่งมีความสุข  วันเวลาก็จะผ่านไปอย่างมีความสุข สงบ  ไม่มีความทุกข์กังวล  ใช่ไหม ?


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2013, 12:45:55 PM โดย 96rangjai-dd » บันทึกการเข้า
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 12:47:04 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


(3)  ให้ความเคารพอภัยซึ่งกัน  สามีภรรยาจูงมือกันไป

พระวจนะศิษย์พี่หวินหยิว
อ้างถึง
   มาพูดถึงคนที่เป็นสามี เป็นภรรยา  หากสามีภรรยาร่วมบำเพ็ญ ไปพร้อมกัน  แต่ทว่าจะมีความเข้าใจในหลักธรรมเหมือนกันหรือไม่ ?  บางทีคู่ครองของเจ้าอาจจะคิดว่ากาลเวลาคับขัน  จะต้องเร่งรีบปฏิบัติธรรม อาทิตย์หนึ่งเจ็ดวันก็ไม่อยู่บ้านสักวัน  บางครั้งก็ไปต่างประเทศด้วย  ส่วน เจ้าก็คิดว่าจะต้องดูแลครอบครัวให้ดีก่อน  มีเวลาว่างจึงจะไปยังพุทธสถาน  เพราะความเข้าใจที่แตกต่างกันนี้  จึงก่อให้เกิดความขัดแย้ง  มีบ้างไหม ?  ถึงตอนนั้นก็เริ่มเย็นชา  สามวันไม่พูดคุยกัน  ห้าวันทะเลาะครั้งใหญ่สัก ครั้ง  ต่างก็คิดว่าทะเลาะกันไปเพื่อหลักธรรม  น่าขำไหม ?  บางครั้งพวกเจ้า จะต้องคิดถึงฝ่ายตรงข้ามบ้าง  พูดคุยกันให้รู้เรื่อง  หากจุดสมดุลย์ให้เจอ  เจ้าก็จะรู้สึกดี  เขาก็จะรู้สึกดีเหมือนกัน  รู้ไหม ?  บางคนทำงานธรรมได้ อย่างรุ่งโรจน์  ประสบความสำเร็จ  แต่ว่าเมื่อกลับไปถึงบ้านหล่ะ ?  เอาสีหน้าเย็นชากลับไปให้คนที่บ้านดู  เพราะว่าเหนื่อยมาก กลับถึงบ้าน ก็จะไปพักผ่อน  ไม่สนใจเรื่องอะไรอีก  ทำเช่นนี้ก็ไม่สมบูรณ์ รู้ไหม ?

   สามีภรรยาก็เหมือนนกร่วมป่าเดียวกัน  เมื่ออยู่กันนานวันแล้วก็ จืดชืด ทำตัวเรื่อยเปื่อย  ลืมไปว่าต้องให้ความเคารพฝ่ายตรงข้ามด้วย  เริ่มพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดี  บางทีหลุดปากด่าว่าออกไป  หรือไม่ก็โวยวาย เสียงดัง  ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มรังเกียจที่เจ้าบ่นมาก  จุกจิกหยุมหยิม  มันเป็น เช่นนี้ใช่ไหม ?  บางครั้งหน้าที่การงานของสามีไม่ราบรื่น  คนที่เป็น ภรรยามีเงินเดือนสูงกว่าสามีเสียอีก  จึงเกิดความหยิ่งยโส  ดูถูกสามี ของตนเอง  สมควรทำเช่นนี้หรือไม่ ?  ในเวลาเช่นนี้ เจ้าควรที่จะ ให้กำลังใจสามี  ชี้แนะช่วยเหลือให้เขายืนขึ้นมาให้ได้   ใช่ไหม ?  นอกจากนี้ยังมีสามีบางคนทุบตีภรรยา เป็นเพราะภรรยาไม่อบอุ่นพอ  ไม่มีความอดทนพอหรือ ?  หรือว่าปากไม่มีหูรูด เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็พูดจาเสียดสีถากถางฝ่ายตรงข้าม ? นี่เป็นเพราะเจ้ายังไม่สงบนิ่ง ไตร่ตรองถึงสาเหตุของมันใช่ไหม ?


   ยังมีปัญหาแม่ผัวกับลูกสะใภ้ที่เข้ากันไม่ได้ใช่ไหม ?  พวกเจ้า ผู้ชายต้องอยู่ระหว่างกลาง  จะช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่ดี   หากว่าเจ้าเข้าข้าง ภรรยา  ไล่พ่อแม่พี่น้องออกจากบ้านไป  คนอื่นเขาจะว่าเจ้าอย่างไรบ้าง ?  คนอื่นเขาคงไม่พูดถึงเจ้าเท่าใดนักหรอก  แต่จะพูดถึงภรรยาเจ้าแทนว่า ได้ลูกสะใภ้ที่ไม่กตัญญู ให้หล่อนแบกบาปกรรมนี้ไปคนเดียวทั้งชาติเถิด  พวกเราจะต้องรู้จักวางตัวให้เป็น  มีเรื่องอะไรที่แก้ไขไม่ได้บ้าง ?  ขาดแต่ เพียงการติดต่อสื่อสารเท่านั้นเอง !   ทุกคนมาจากสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน  ก็ย่อมมีความเคยชินในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน  ถึงตอนนั้น  เจ้าจะ ต้องค่อย ๆ ไปปรับเปลี่ยน  ไม่ใช่ใส่เชื้อไฟเพิ่มขึ้น   !
 


พระวจนะองค์อมตพฤฒาชันษาแห่งทักษิณาลัย
อ้างถึง
   บางครั้งอากาศร้อนอบอ้าว  จิตใจก็ไม่เป็นปกติ  จึงส่งผลกับงาน ที่ทำในวันนั้นด้วย   พวกเจ้าจะพูดว่าอากาศไม่ดี  ผมไม่ไปทำงานหรอก  ฉันไม่ดูแลลูก  ไม่หุงหาอาหารหรอก  ทำเช่นนี้ได้ไหม ?  การทำงาน กับการบำเพ็ญธรรมก็เหมือน ๆ กัน  ต่างต้องทุ่มเทจิตใจ  พวกเจ้าทุกคน ต่างสอนให้ลูกตั้งใจทำการบ้าน  แต่ว่าตนเองกลับไม่มีความตั้งใจ  แล้วจะ สอนลูก ๆ ได้หรือ ?   สามีไม่กลับมาทานข้าวที่บ้าน  เจ้าก็โกรธ  ทะเลาะกัน

ทะเลาะกันจนหลังคาจะถล่มลงมา  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วยังจะมีคุณสมบัติ ของการเป็นกุลสตรีอีกหรือ ?  คนที่เป็นสามีก็ต้องเข้าใจภรรยาด้วย ว่าเธอ ช่วยเจ้าดูแลบ้านเรือน  ก็ควรจะรู้สึกพึงพอใจ  แต่ว่าผู้ชายในปัจจุบันนี้  มัก จะรู้สึกไม่พึงพอใจคนข้างกาย   เรื่องราว หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ตนมีอยู่  เมื่อออก จากชั้นประชุมธรรมก้าวพ้นประตูพุทธสถาน  กลับไปถึงบ้านก็ควรจะเป็น สามีที่ดี  ภรรยาที่ดี  ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเจ้าบำเพ็ญธรรม ทานเจแล้วเปลี่ยน แปลงตัวเองได้ขนาดนี้ ดีไหม ?  เป็นคนต้องดำเนินในมนุษยธรรม  การ ดำเนินในมนุษยธรรมก็คือการทำหน้าที่ของตนเองให้ดี


พระวจนะพระพุทธจี้กง
อ้างถึง
   สามีภรรยาร่วมกันบำเพ็ญเป็นสิ่งที่ดี  แต่มิใช่บำเพ็ญจนเห็นอีก ฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาต  นิสัยอารมณ์เลวร้ายต่าง ๆ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง  การมาพุทธสถานเป็นสิ่งที่ดี  แต่อย่าพูดนะว่า ฉันจะไปพุทธสถานแล้ว คุณหาข้าวหาปลากินเอาเองก็แล้วกัน  ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง  ตัวเจ้าเองจะต้อง ทำให้ครบถ้วนก่อน จึงจะสามารถส่งเสริมคนอื่นได้  สามีภรรยาร่วม บำเพ็ญธรรมกันจะต้องรู้จักชื่นชมซึ่งกันและกัน  แต่ไม่ใช่การโกหก พกลมนะ ใช้คำพูดที่แสดงถึงความรักความปรารถนาดี ส่วนคำพูด โกหกพกลมนั้นไว้เก็บใช้กับผู้หญิงข้างนอกที่ไม่ใช่ภรรยาและลูก  เมื่อเป็นเช่นนี้  การบำเพ็ญของทั้งสองฝ่ายก็จะสามารถส่งเสริมกันไปจน ถึงฝั่งได้

   การบำเพ็ญในธรรมกาลยุคขาว เป็นทั้งแบบนักบวชและฆราวาส
เจ้ามายังพุทธสถานได้ฟังธรรมจากอาจารย์ชี้แนะ  นักบรรยาย  รู้แล้วว่าจะ ต้องบำเพ็ญขัดเกลาตนเองอย่างไร  รู้แล้วว่าจะต้องมีความรักใคร่ปรองดอง กับพี่น้อง  รู้แล้วว่าจะต้องแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่อย่างไร  ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นพื้นฐานของมนุษยธรรมที่ควรจะปฏิบัติให้ถึงพร้อม

   ในขณะเดียวกัน  พวกเราจะต้องคิดดูว่าสิ่งแวดล้อมของตนเอื้อต่อ การอุทิศตนปฏิบัติงานธรรมหรือไม่ ?  ครอบครัวยังต้องการการดูแล จากเราอีกหรือไม่ ?  มีครอบครัวจึงจะมีประเทศชาติ  มีประเทศชาติจึงจะ มีโลก  อย่าคิดแต่ว่า “ฉันไม่ได้มาพุทธสถานวันหนึ่ง  ก็ไม่สบายใจเสียแล้ว”  เจ้า จะต้องคิดว่า “สิ่งที่ฉันได้ทำลงไปในวันนี้สอดคล้องกับหลักธรรม แห่งฟ้าหรือไม่?”  ทำเช่นนี้จึงจะเกิดความสุขสงบขึ้นในจิตใจจริง ๆ   การ บำเพ็ญธรรมต้องค้นหาถึงรากเดิม  ธรรมะนั้นดีจริง  แต่ว่าสิ่งที่คนแสดง ออกมานั้น ไม่เห็นจะดีจะสมบูรณ์เลย  จะต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ ให้ชัดเจน!  

   สามีภรรยาที่ร่วมบำเพ็ญในปัจจุบัน จะต้องรู้จักทนุถนอม กันและกันไว้  หากว่าสามีหรือภรรยาบำเพ็ญฝ่ายเดียว ก็ไม่สมบูรณ์  จะต้อง
คอยกล่อมเกลา  ให้อภัยซึ่งกันและกัน ต้องมีจิตใจกว้างขวาง  จึงจะเกิด ความสมบูรณ์ได้  ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน  หากฝ่าย หนึ่ง ออกแรงได้เพียงสามส่วน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องช่วยเขาเจ็ดส่วน  จึงจะเรียกว่าสมบูรณ์

   เมื่อผู้หญิงพบเจอเรื่องราวต่าง ๆ จะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวได้ง่าย มักจะติดค้างอยู่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เหมือนผู้ชายสามารถเผชิญได้ตาม ลำพัง   ศิษย์เอ๋ย  !     เมื่อมีเรื่องอันใดกระทบใจให้เข้มแข็งเข้าไว้  บางครั้ง แม้จะน้ำตาตก  แต่ว่าจิตใจยังต้องมั่นคง  เรื่องบางอย่างก็ไม่ต้องไปคิดให้ ฟุ้งซ่าน  ไม่ใช่แค่คนอื่นมองหน้าพวกเรานิดเดียว ก็คิดว่าคนอื่นเขามีใจให้ กับพวกเรา  จิตใจต้องเข้มแข็งมั่นคง  ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องละทิ้งนิสัย อารมณ์ในทางลบออกไป  จะทำให้เกิดความสมดุลย์ขึ้น

   ผู้ชายถึงแม้ว่าจะเข้มแข็ง แต่ก็มักจะแสดงความรุนแรงต่อผู้อื่น ได้ง่าย ทั้งชายและหญิงจะต้องปรับธาตุอินและหยังให้เข้ากัน  หากผู้หญิง มีความแข็งแกร่งแข็งกร้าวจนเกินไป  ความอ่อนโยนก็จะน้อยลง  หากผู้ชายมีความอ่อนโยนนุ่มนวลจนเกินไป  ก็จะดูว่าชายก็ไม่ใช่หญิง ก็ไม่เชิง  หากสามารถปรับเปรียบนิสัยให้สมดุลได้  ชีวิตก็จะสวยงามมีสีสัน มากขึ้น  เข้าใจไหม ?

   ในความเป็นจริง การจะเป็นครอบครัวบำเพ็ญธรรมที่สมบูรณ์นั้น ไม่ง่ายดายนัก  บทบาทของผู้หญิงนั้นสำคัญมาก  เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความ สำเร็จ  มักจะเป็นสตรีที่มีความยิ่งใหญ่ มีคุณธรรม  สตรีเหล่านี้ส่วนใหญ่ จะครองตนอยู่ในหลักการติดตามสามกุลสตรีธรรมสี่  หลักการ ติดตามสามคืออะไร? อยู่บ้านติดตามตามบิดา   ออกเรือนติดตามตามสามี  เมื่อสามีสิ้นก็ติดตามตามบุตร  ความหมายนอกจากนี้คือ จิตญาณดำเนิน ตามหลักแห่งฟ้า  ใจดำเนินตามหลักธรรม  กายดำเนินตามเรื่องราว  กุลสตรีธรรมสี่คืออะไร ? คุณธรรม วาจา สีหน้า  การทำงาน    คุณธรรมก็คือ ความประพฤติ ศีลธรรม  วาจาคือ การไม่กล่าววาจาหยาบช้าเลวร้าย  สีหน้าคือ สีหน้าท่าทางภูมิฐานผึ่งผาย  ซึ่งจะสะท้อนถึงสภาพของ ครอบครัวว่าเป็นอย่างไร  การทำงาน คือ จะต้องเป็นลูกสะใภ้ที่มีความขยัน
ขันแข็ง  พ่อแม่สามีจึงจะรักเอ็นดู  ดูแลครอบครัวได้อย่างทั่วถึง  อย่าได้ มองข้ามหน้าที่การงานของตนเองไป

   สตรีมีสามประเภท คือ สตรีที่อ่อนแอ  สตรีที่กล้าหาญ  สตรีที่เพียบ พร้อมด้วยคุณธรรม
   สตรีที่อ่อนแอ จะไม่สามารถค้ำจุนครอบครัวได้  สอนสั่งอบรม ลูกไม่เป็น  ลูก ๆ เจ็บป่วยก็ช่วยดูแลรักษาไม่ได้  สตรีที่กล้าหาญ มักจะคิด  เอาชนะสามีทุกเรื่อง อยากจะเป็นผู้หญิงแกร่ง  จำไว้ว่า อย่าได้คิดจะ เอาชนะไปทุกเรื่อง  ยิ่งดึงดัน  ชีวิตก็ยิ่งไม่มีความสุขสมบูรณ์  ไม่สามัคคีกัน สามีภรรยาจะต้องช่วยเกื้อหนุนค้ำชูกัน  ก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน  สตรีที่ เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม คือสตรีที่ศึกษาหลักธรรมและนำมาปฏิบัติ ในขณะเดียวกันก็สามารถแก้ไขอุปนิสัยที่ไม่ดีได้

   พวกเจ้าพูดแต่ว่าจะมาบำเพ็ญธรรม  พูดว่ามายังพุทธสถานมีการ ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน  แต่ทำไมเมื่อกลับไปถึงบ้านแล้ว จึงให้ความ เคารพซึ่งกันและกันไม่ได้ ?  เพราะว่า ในพุทธสถานมีคนไป ๆ มา ๆ ไม่มีใครรู้รายละเอียดของใครได้อย่างลึกซึ้ง  ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคา เดียวกัน  ทำให้ไม่รู้โฉมหน้าแท้จริงของฝ่ายตรงข้าม  จึงสามารถสวม หน้ากากแสดงสิ่งดี ๆ ต่อกันได้  ใช่ไหม ?  แต่ว่าหน้ากากปลอมนี้เมื่อกลับ ไปถึงบ้านก็ไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้ว  ใช่ไหม ?  ธาตุแท้จึงเผยออกมา  ศิษย์ เอ๋ย !    กลับกันบ้างได้หรือไม่ ?  เมื่อเจ้าไปยังพุทธสถานให้แสดงธาตุแท้ ความเลวร้ายของตนออกมา  เมื่อกลับไปถึงบ้านจึงจะใส่หน้ากากแสร้งทำ ดีด้วย  ถ้าทำเช่นนี้จะมีผลอย่างไร ?ไม่มีใครเขาทำเช่นนี้หรอก ใช่ไหม ?

เพราะว่าพวกเจ้าต่างให้ความสำคัญแก่หน้าตาของตนเอง
   เมื่อมาที่อาณาจักรธรรม   พวกเจ้าต่างก็แต่งตัวงดงามสะสวย เรียบร้อย  ผมเผ้าก็ต้องผ่านการหวี การเป่า การดัด  ทุกคนดูสวย ดูดี ตั้งแต่ หัวจรดเท้า  แต่ว่า  เมื่อกลับไปถึงบ้านผมเผ้ารุงรัง หน้าตาบูดบึ้ง  เสื้อผ้า หลุดลุ่ย  ใช่ไหม  ?  เวลาล้างถ้วยชามก็จะส่งเสียงเอะอะโวยวายว่า “อะไรกัน  !   นาย  ......... หนังสือพิมพ์อ่านเสร็จก็ไม่รู้จักเก็บ......”  ไม่มีจิต ใจที่อดทนต่อความยากลำบาก  แล้วบำเพ็ญธรรมอะไรกัน ? จากนั้น ก็จำใจพูดว่า “คุณช่วยฉันเก็บสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ?”   “เอาหน่า  !    คุณก็เก็บเองจะเป็นไรไป”  หากทุกคนเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็ไม่มีเรื่อง เกิดขึ้นใช่ไหม ?  นี่เป็นคำติเตียนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกเจ้าหรือ ?


   เมื่อทะเลาะกันขึ้นมา  ต่างคนต่างก็ยกเหตุผลของตนเองมาอ้าง  ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเหตุผล  แต่ว่า ต่อให้มีหลักเหตุผลอย่างไรก็ควรจะยอม อ่อนผ่อนปรนบ้าง ใช่ไหม ?  เพราะว่าเขาก็มีจุดยืนของเขา  พวกเราก็มีจุด ยืนของพวกเรา  เราอย่าเอาจุดยืนของตนเองไปควบคุมจุดยืนของผู้อื่น  ได้ไหม ?

   เจ้าจะแต่งงานหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้  เป็นเรื่อง ส่วนตัวของแต่ละคน   ก่อนที่เจ้าจะแต่งงาน  อาจารย์เชื่อว่าแม้เจ้าสามารถ ดูแลครอบครัวที่เจ้าถือกำเนิดมาได้ดีแล้ว  แต่ว่าหลังจากที่เจ้าแต่งงานไป  ครอบครัวใหม่นั้น  เจ้าก็ต้องรับภาระหน้าที่หนักเช่นกัน  ใช่ไหม ?  จะแต่ง งานก็ต้องดูก่อนว่าดูแลครอบครัวดั้งเดิมของตนเองได้ดีหรือยัง ?  พวกเรา จะต้องบริหารจัดการครอบครัวในปัจจุบันให้ดีก่อน  จึงจะมีคุณสมบัติ ที่จะไปบริหารจัดการครอบครัวคนอื่น  ถูกต้องไหม ?  จะต้องเข้ากับเขาได้ เหมือนกับที่เราสนิทสนมใกล้ชิดกับพ่อแม่ของเรา  บิดามีความเมตตา  บุตรก็มีความกตัญญู จะทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

 จากนั้นพวกเราจึง จะมีคุณสมบัติที่จะไปสนทนาถึงหลักธรรมของสามีภรรยา
   สามีภรรยาจะต้องคิดถึงฝ่ายตรงข้ามให้มาก  ใช้จิตใจแห่งความรัก ก็จะไม่เกิดความขัดแย้ง  จึงจะสามารถให้ความเคารพซึ่งกันและกันได้  การให้ความเคารพซึ่งกันและกันนี้มิใช่เป็นแค่หลักทฤษฎี  ขอเพียงเจ้ามี ความอดทน  รู้จักโอนอ่อนผ่อนปรนบ้าง  ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เจ้าจะมีเหตุ ผลหรือไม่  ก็ต้องรีบจัดการให้ยุติลง  แผ่นทองเหลืองเพียงแผ่นเดียวไม่ สามารถเกิดเสียงดังได้ใช่ไหม ?  ดังนั้นจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุด  ต้อง เป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์  รอให้ใจสงบลงเย็นลงเสียก่อน แล้วค่อยหันหน้ามาคุยกัน  จะต้องหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้ในเรื่อง ๆ นั้น   เข้าใจไหม ?   การอยู่ร่วมกันจะต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

 สิ่งสำคัญที่สุด ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันคือ “ความเคารพนับถือ”  จะต้องให้ความ เคารพนับถือซึ่งกันและกัน  ความทุกข์ใจมากมายก็จะสามารถ คลี่คลาย
ลงไปได้ใช่หรือไม่ ?

   พวกเราจะต้องนำเอา “ธรรม” ไปใช้ในชีวิตการแต่งงาน ซึ่งมันจะ ส่งผลแก่คนรอบข้าง  ให้พวกเขารู้ว่าคู่แต่งงานที่มีการบำเพ็ญธรรมก็ดีเช่น นี้เอง  ครอบครัวผู้บำเพ็ญธรรมก็มีความรักใคร่กลมเกลียวกันเช่นนี้เอง  ดังนั้น การบำเพ็ญธรรมจะต้องทำตนเป็นแบบอย่าง  ง่ายที่สุดก็คือการ สร้างครอบครัวตัวอย่าง  เมื่อมีญาติธรรมไปเยี่ยมเยียนเจ้าที่บ้าน  บ้านของ เจ้ าก็สะอาดเอี่ยมอ่องอยู่เสมอ  มีความอ่อนโยน สนิทสนมกัน  ไปทุกครั้ง ก็เป็นเช่นนี้  ครอบครัวนี้ก็จะเป็นครอบครัวที่มีธรรม  ใช่ไหม ?  ครอบครัวนี้คู่ควรที่จะกล่าวได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญธรรม ใช่ไหม ?

พระวจนะพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
อ้างถึง
   การที่สามารถเป็นสามีภรรยากันได้ล้วนเป็นเพราะเหตุสัมพันธ์ วันนี้แม้จะบำเพ็ญธรรมแล้ว  ก็ยังจะต้องฝึกฝนที่จะดูแลฝ่ายตรงข้ามให้ดี
หากเป็นความรักแท้ที่ลึกซึ้งแล้วก็จะไม่มีความคับแค้นใจ  ขอถามว่า ยามที่ มือซ้ายถือของหนัก  มือขวาก็จะเข้ามาช่วยโดยอัตโนมัติใช่หรือไม่ ?  หากสามี ภรรยาสามารถให้ความเคารพนับถือซึ่งกันและกันได้   ยังจะ มีเรื่องทะเลาะขัดแย้งเกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือไม่ ?  สามีภรรยาจะต้อง ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อที่จะสามารถหล่อมหลอมคนรุ่นต่อไปให้ดีได้

พระวจนะหนึ่งในแปดเซียนฮั่นจงหลี
อ้างถึง
   มนุษย์ยากที่จะหนีพ้นวิบากกรรมที่ก่อไว้ในอดีตชาติ  สามีภรรยา บางคู่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้เป็นร้อยปี  บางคู่สามีก็เสียชีวิต ไปก่อน  อีกฝ่ายหนึ่งก็มีโรคภัยรุมเร้า  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะวิบากกรรม  เมื่อ พวกท่านทุกข์ยากเจ็บป่วยก็ร้องครวญครางโอดโอย  ตอนที่ไม่เป็นอะไร เรียก ให้มาบำเพ็ญธรรม  ก็ไม่บำเพ็ญ  ชีวิตมนุษย์เช่นนี้จะมีความสุข ได้อย่างไร?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2013, 12:54:27 PM โดย 96rangjai-dd » บันทึกการเข้า
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 01:05:04 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


(4)  ยินดียินยอมที่จะเป็นลูกสะใภ้ที่ดี


พระวจนะศิษย์พี่หวินหยิว
อ้างถึง
   คนที่แต่งงานไปเป็นภรรยาเขาแล้ว  ตามหลักการก็จะต้องดูแลพ่อ แม่สามีเหมือนกับพ่อแม่ของตน รู้ไหม ?  ตื่นนอนแต่เช้าก็ทักทาย  จัดการงานบ้าน งานเรือน  อย่าทำให้พ่อแม่สามีคิดไปว่า  ความจริงได้ลูก สะใภ้ที่มาจากพุทธสถานต้องเป็นผู้บำเพ็ญธรรม  แล้วไหนถึงได้กลาย เป็นแบบนี้ไปได้  ?

พระวจนะพระพุทธจี้กง

อ้างถึง
   ต่อให้จะมีใจบำเพ็ญธรรม  ก็จะต้องทำให้ดีทั้งทางโลกและ ทางธรรม  ดูแลครอบครัวให้ดี  อย่าทำให้คนอื่นเข้าใจผิดเพราะจะส่งผล กระทบถึงชื่อเสียงของอาณาจักรธรรม  หากเจ้าไม่ทำหน้าที่ของลูกสะใภ้ให้ดี  แม่สามีจะให้เจ้าอยู่บ้านทุกวัน  เจ้าก็ไม่อยู่  บางทีก็เจ้าก็พูดว่า “คนทุก คนต่างมีอิสระเสรี ทำไมจึงเรียกให้ฉันต้องอยู่เฝ้าบ้านด้วย?”  ศิษย์เอ๋ย ทำไมไม่คิดในฐานะของฝ่ายตรงข้ามบ้าง  หากตัวเจ้าเป็นแม่สามี  เจ้าชื่น ชอบที่จะให้ลูกสะใภ้ของตนเองออกไปเที่ยงเตร่อยู่นอกบ้านทุกวันหรือ?  คิดในฐานะที่กลับกันบ้าง ก็จะเกิดความสุขสมบูรณ์

   การเป็นคนนั้นทุกข์  ที่เป็นทุกข์ก็เพราะจิตใจคนมีกิเลสตัณหา มากมาย  ไม่รู้จักพอ  ไม่รู้จักรักษาบุญวาสนา  ดังนั้นจึงทำให้รู้สึกว่าชีวิตคน เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก  หากเจ้ารู้จักพอ  เจ้าก็จะใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขจน ถึงบั้นปลาย  อย่าได้มีจิตใจคิดเปรียบเทียบเลย  เจ้าก็จะสามารถมีชีวิตที่สุข สงบ  ก็ไม่ต้องพบกับอุปสรรคขวากหนามมากมาย  เจ้าก็จะสามารถเข้ากับ ทุกคนได้

   ในหมู่คนนั้น  คนประเภทไหนที่คบยากที่สุด ?  ตั้งแต่โบราณมา ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ยากที่เข้ากันได้  มักจะเหมือนกับ มีกำแพงขวางกั้นไว้   ไม่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นเช่นนี้หรือไม่ ?  พวกเจ้าส่วนใหญ่ ล้วนจะมีแม่น้ำทั้งลึกทั้งกว้างขวางกั้นอยู่ จะกระโดดอย่างไรก็ข้ามไม่พ้น คิดดูสิว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ?  ลูกสาวของตนก็ยังเป็นลูกสาวของตน  ลูกสาวคนอื่นฉันไม่ได้เป็นคนคลอดออกมาสักหน่อย    คนเป็นแม่ต่าง ต้องอุ้มท้องสิบเดือนถึงจะให้กำเนิดลูกน้อยออกมาดังนั้น พวกเจ้า ให้ความรัก ความเอ็นดูกับลูกสะใภ้เถิด  แม้บางครั้งแม่สามีอาจจะไม่ผิดก็ได้  ฝ่าย ลูกสะใภ้ก็มีความผิดพลาดของลูกสะใภ้เอง  แต่ทำไมพวกเจ้า จึงไม่พูดจากันดี ๆ  หากทางแก้ไขให้ดี ๆ   จะต้องก่อให้เกิดเรื่อง ระหว่างแม่สามีกับลูก สะใภ้จนแก้ไขไม่ได้จึงจะยอมยุติหรือ ?  มิน่าหล่ะ  แม่น้ำสายนี้ยิ่งมาก็ยิ่งลึก ไม่สามารถกระโดดข้ามไปได้   หากเจ้าให้ ความเอ็นดูเขาเหมือนกับลูกสาวของตนเอง ก็จะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

   ลิ้นกับฟันก็ย่อมกระทบกระทั่งกันบ้าง  นับประสาอะไรกับคนที่ มาจากสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน  จะให้คนอื่นเอาใจตามใจเจ้าทุกเรื่อง ได้อย่างไร ?

   วันนี้เจ้าทานเจ  หากว่าให้เจ้าแต่งงานไปในครอบครัวที่ไม่ทานเจ  เจ้ากล้าหรือไม่ ?  ไม่กล้าใช่ไหม ?  กลัวว่าจะเกิดปัญหาไม่สิ้นสุดใช่หรือ
ไม่ ?  กลัวว่าตัวเองจะรับมือไม่ไหว  แล้วจะต้องเลิกทานเจใช่ไหม ? เพราะ ความกลัวเหล่านี้จึงทำให้เจ้าไม่กล้า

   อาจารย์มีศิษย์คนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้  เขาแต่งงานไปในครอบครัวที่ ไม่ได้ทานเจ  พวกเจ้าบอกว่าเมื่อกินเจแล้วอย่าไปแตะต้องเนื้อสัตว์  อย่าไป ทำอาหารคาว อาหารเนื้อสัตว์  อย่าไปหั่นเนื้อ ใช่ไหม ?  พวกเจ้าพูดกันแบบ นี้ใช่ไหม?  แต่ว่าเมื่อเขาแต่งงานไปในครอบครัวนั้นแล้ว  ด้วยหน้าที่ของ ลูกสะใภ้  จะต้องทำอาหารด้วยใช่ไหม ?  ถึงตอนนั้นจะทำอาหารเจให้พ่อ แม่สามีทานหรือว่าจะทำอาหารคาว ?  สมควรจะทำอาหารคาวไหม ?  เขาจึงทำอาหารเจให้ตัวเองและทำอาหารคาวให้คนในครอบครัวกิน  หกเจ็ดปีผ่านไปเหมือนพริบตาเดียว  จิตใจเช่นนี้ยิ่งใหญ่ใช่ไหม ?  เขาประพฤติปฏิบัติให้ผู้คนได้ประจักษ์  เขาเป็นตัวแทนของธรรม  เขาเป็น ตัวแทนของผู้บำเพ็ญธรรมอย่างแท้จริง  ดังนั้นตอนนี้เขาก็มีสภาพที่ดีขึ้น  การกระทำของเขาได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว  จนถึงปัจจุบัน  คนในครอบครัวต่างก็หันมายืนข้างเดียวกับเขา  กินเจร่วมกับเขา อย่างมีความสุข  การที่เขาทำเช่นนี้เป็นการครองเรือนที่ดีใช่ไหม ?

   จิตเมตตานั้นเกิดขึ้นได้ง่าย  รักษาให้คงอยู่นั้นยากยิ่ง ใช่ไหม ?  เหมือนกับการโปรดคนนั้นง่ายดาย  แต่การส่งเสริมคนไม่ง่ายเลย เพราะว่าเจ้าไม่มีความอดทน  หลังจากที่เจ้าเกิดจิตเมตตาแล้ว  เจ้ากลับ ไม่สามารถเห็นถึงคุณค่าของจิตเมตตานี้ได้  จมปลักอยู่ในความคิด แคบ ๆ  “ฉันกินเจแล้ว  ก็ไม่ควรจะไปฆ่าสัตว์ หั่นเนื้อของเขามาทำอาหาร ฉันทำแบบนี้ไม่ได้  ไม่เช่นนั้นแล้วฉันจะมีบาปกรรม”   ใช่ไหม ?   หากว่า เจ้าสร้างบาปเวรก็จริงแต่ได้ส่งเสริมบรรพชนและลูกหลานของพวกเขาให้ หลุดพ้นได้  เจ้ายินยอมสร้างบาปไหม ?  มนุษย์เอ๋ย  เมื่อไม่พบเจอภัย อันตราย ก็สามารถนิ่งนอนใจได้  แต่เมื่อพบเจออันตราย จิตใจก็หวาดผวา คิดจะหนีก็ไม่รอดเสียแล้ว  เจ้ายังจะกล้าไปแบกรับภาระหน้าที่หรือ ?

   บางทีเจ้าอาจจะมีบุญสัมพันธ์กับครอบครัวของเขา  บรรพชนและ ลูกหลานในครอบครัวของพวกเขาต่างต้องการให้เจ้าไปส่งเสริม  ให้พวก เขาเข้าใจหลักธรรม  บำเพ็ญใจหล่อเลี้ยงญาณ  ดังนั้นเจ้าจึงจำเป็นต้อง เดินไปบนเส้นทางแห่งความยากลำบากนี้  จึงจะสามารถเข้ากับครอบครัว ของเขาได้  อาศัยพลังของเจ้าเพียงคนเดียวไปผลักดันครอบครัวของเขา  ดังนั้น จะต้องสร้างตนเองให้เข็มแข็งสมบูรณ์ก่อน  เหมือนกับคนที่เป็น พ่อแม่จะต้องสร้างคุณสมบัติของตนเองให้ครบถ้วนก่อน  จึงจะอบรม สอนสั่งลูกให้สมบูรณ์ได้   คนที่เป็นครูบาอาจารย์ จะต้องเข้าใจหลักการ เหตุผลให้ถูกต้อง  จะต้องมีความรู้มากมาย  จึงจะสามารถสอนสั่ง คนรุ่นต่อ ไปให้ได้ดีได้  ส่วนพวกเราที่ยืนอยู่ในแถวหน้าของอาณาจักรธรรม   หากมีความคิดที่ไม่ถูกต้อง  อาณาจักรธรรมย่อมเกิดปัญหา ใช่ไหม ?

   คำพูดของพวกเจ้าที่ว่า “การทานเจสามารถลบล้างหนี้เวรกรรม ได้”   ถ้าเช่นนั้นอาศัยเพียงแค่การทานเจ และตั้งปณิธานลงในใบฎีกา ก็สามารถทำให้เจ้าสามารถลบล้างหนี้เวรกรรมได้หรือ ?  หากว่าเขาทานเจ และตั้งปณิธานแล้ว  แต่ว่าคนในครอบครัวคัดค้านอย่างรุนแรง  เจ้าก็จะไป เตือนเขาว่า “จะต้องมีจิตใจเข้มแข็ง  พยายามกินต่อไป  อย่าให้การทดสอบ ทำให้คุณล้มเหลวนะ !”  พวกเจ้าก็จะพูดเช่นนี้ใช่ไหม ?  หรือไม่ก็พูดว่า “คุณจะต้องยืนหยัดเผชิญกับพ่อแม่ที่รักคุณ เลี้ยงดูคุณ มาหลายสิบปีให้ได้
นะ”  คำพูดเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ ?  เจ้าสามารถพูดเช่นนี้ได้  เพราะว่าคน ที่ต้องเผชิญหน้ามิใช่เจ้า  แต่เป็นเขาต่างหาก ! ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นใน ครอบครัวของเจ้า  เจ้าจึงสามารถสุขสบายใจได้  เพราะคนที่จะต้องเผชิญ กับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เจ้าแต่เป็นเขา  เจ้าก็เลยพูดได้อย่างง่าย ๆ  เช่นนี้แล้วเจ้า ได้เอาใจเขามาใส่ใจเราหรือเปล่า ? มีจิตเมตตาหรือเปล่า ?


   การที่เจ้าพูดว่าเจ้ากินเจ เจ้าตั้งปณิธาน  ไม่ต้องผูกเวรผูกรรมกับ วิญญาณสัตว์เหล่านั้นก็เปล่าประโยชน์  การไม่กินเนื้อสัตว์แสดงถึงความ เมตตา  แต่ในความเป็นจริงเล่า ?  เจ้าได้ทำบุญสัมพันธ์ที่มีระหว่าง เจ้ากับญาติพี่น้องให้สมบูรณ์หรือยัง ?  ยังไม่ได้ทำ  ในชาตินี้พวกเรา ไม่ทำให้บุญสัมพันธ์นี้สมบูรณ์  อนาคตก็จะก่อเกิดเป็นเวรสัมพันธ์  นี่เป็นหลักการธรรมดาสามัญ  แต่พวกเจ้ากลับมองข้าม  มัวแต่ไปค้นหา อ่านพระคัมภีร์  พวกเราจะต้องระลึกไว้ว่า “่ได้ลงมือปฏิบัติอย่าง จริงจังหรือยัง  ทำเรื่องที่สมควรทำหรือยัง ?”

   ทำไมจึงต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้ ?  เพราะว่าในอาณาจักรธรรมที่ยิ่ง ใหญ่  พวกเจ้าพูดย้ำถึงหลักโครงสร้างสามสัจจะห้า คุณสัมพันธ์ห้า คุณธรรมแปด  แต่ว่าทำได้ จริงหรือไม่ ?  ครอบครัวของตนเองยังดูแล ได้ไม่ดีเลย  อาจารย์เชื่อเหลือเกิน(ได้เลย)ว่า เจ้าก็ไม่สามารถดูแลเวไนย์ที่อยู่
ภายนอกได้  “ตนเองจะต้องยืนหยัดได้  ธรรมจึงสามารถบังเกิดขึ้นได้”  อะไรคือพื้นฐานของประเทศ ?  อะไรคือพื้นฐานของครอบครัว?  ในตอนเริ่มต้นหากไม่ใช่เพราะพ่อแม่ช่วยกันประคับประคอง สร้าง ครอบครัวสร้างฐานะมาด้วยความยากลำบาก  เจ้าจะสามารถเติบโตขึ้นมา ในสิ่งแวดล้อมที่มั่นคงได้อย่างไร ?  ในเบื้องต้น  คนอื่นรับผิดชอบตัวเจ้า  แล้ววันนี้ทำไมเจ้าจึงไม่สามารถรับผิดชอบรุ่นต่อไปได้เล่า ?  พวกเรา จะต้องมีความสุขใจที่ได้แบกรับความทุกข์ยากของเวไนย์ทุกคน  เมื่อเจ้าและเขาได้ตกลงปลงใจเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว  พวกเจ้าจะ ต้องช่วยกันแบ่งเบาแบกรับภาระครอบครัวของกันและกัน นี่เป็น บุญสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวเขาและเจ้า


   อาจารย์มักจะย้ำอยู่เสมอว่าจะต้องทำอย่างไรให้ชาตินี้สมบูรณ์  พวกเราจะต้องทำบุญสัมพันธ์นี้ให้สมบูรณ์  ใช่ไหม?  พวกเราทำ บุญสัมพันธ์ในชาตินี้ให้สมบูรณ์  เพื่อว่าชาติต่อไปจะได้ไม่ต้องมาพบ เจอกับเวรสัมพันธ์  นี่ก็เป็นวิธีการพูดแบบหนึ่ง  ส่วนอีกวิธีการหนึ่งคือ  ตัวเราไม่สนใจอนาคตชาติ  ไม่สนใจอดีตชาติ  เราไม่สนใจอะไรทั้งนั้น  ขอเพียงในเวลานี้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด  ทำบุญสัมพันธ์ใน ตอนนี้ให้สมบูรณ์ก็พอ  วิธีการพูดในแต่ละแบบไม่เหมือนกัน  แต่มี เป้าหมายเดียวกันคือ “ให้โลกเกิดสันติภาพเป็นหนึ่ง”   คนแต่ละคนมี ความแตกต่างกัน  เจ้าจะสามารถเรียกร้องให้เขาเป็นเหมือนเจ้าได้ไหม ?  ไม่ได้  ดังนั้น โลกเกิดสันติภาพเป็นหนึ่งก็อยู่ที่จุดนี้นี่เอง !

   บางทีคนในครอบครัวอาจจะไม่สนับสนุนให้เจ้าทานเจ  เจ้าก็ยิ่ง ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี  รู้ไหม ?  เพื่อเป็นประจักษ์ให้เขาได้เห็น  ได้รู้ว่า การทานเจมีอะไรที่ไม่ดีบ้าง  การบำเพ็ญใจหล่อเลี้ยงญาณมีอะไร ไม่ดีบ้าง  ใช่ไหม ?  หากว่าเจ้ายิ่งบำเพ็ญ   ร่างกายก็ยิ่งแย่  แล้วจะยังมี ใครกล้ามาบำเพ็ญธรรมร่วมกับเจ้า ?  เจ้าจะทานเจ จิตใจของเจ้าจะ ต้องพร้อมที่จะกินเจเสียก่อน    หากว่าสิ่งแวดล้อมในครอบครัวไม่เอื้อต่อ การทานเจ  ก็ไม่เป็นไร  ขอให้จิตใจของพวกเราพร้อมที่กินเจเสียก่อน
บันทึกการเข้า
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 01:18:46 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


อ้างถึง
ในครอบครัวมีธรรม
ทุกแห่งก็ล้วนมีธรรม
มีครอบครัวตัวอย่่าง
จึงจะเป็นเมืองในอุดมคติ
หากทุกคนใช้ร่างกายนี้แสดงออกซึ่งธรรม
พวกเราก็ไม่ต้องพูด
ไม่ต้องใช้คำสั่งก็จะมีคนดำเนินรอยตาม


(พระพุทธจี้กง)
บันทึกการเข้า
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 01:21:49 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


(1)  จัดการความเป็นอยู่ในครอบครัวให้เรียบร้อย  จึงจะได้ไม่ต้อง ห่วงหน้า พะวงหลัง

พระวจนะองค์อมตพฤฒาชันษาแห่งทักษิณาลัย

อ้างถึง
   ในการบำเพ็ญธรรมหากไม่ได้รักษาเยียวยาตั้งแต่รากฐาน  ใส่ยา ไม่ตรงกับโรค  กินยาอะไรก็ไม่หาย !  จะต้องแก้ไขที่อัตตาตัวตน  จะต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง  ไม่ใช่คอยแต่เรียกร้องกับผู้อื่น  ให้เรียกร้องตนเอง ให้มาก  จึงจะมีคุณสมบัติของผู้บำเพ็ญธรรม

   ในครอบครัวก็เช่นกัน  หากว่าเจ้าเป็นแขกไปเยือนบ้านคนอื่น  ก็สามารถรู้สึกได้บรรยากาศในบ้านหลังนั้นทันที  บ้านหลังนี้มีความ สมานฉันท์กลมเกลียว มีความสุข  ทุกคนล้วนมีมารยาท  ต่อให้เป็นพี่น้อง กันก็ยังมีการกล่าวคำว่า “ขอบคุณ”  “ขอโทษ”  “ช่วยพี่ทำ......หน่อย”  “รบกวนหน่อยนะ”  ครอบครัวนี้ก็มีธรรม  มีมารยาท  หาก อยู่ที่บ้านก็ทำ หน้าบึ้งตึง  พูดจาก็ว่ะ  ! โว้ย   ! เฮ้ย ! .......มีคำอื่นเรียกแทนชื่อ  เจ้าก็จะ รู้ได้เลยว่าบ้านนี้จะต้องทะเลาะกันบ่อยครั้ง

   ดังนั้น  การบำเพ็ญธรรมต้องเริ่มจากมนุษยธรรม โอกาสที่จะ สำเร็จเป็นพระพุทธะได้จากที่บ้านนั้นมีมากกว่า  เพราะอะไร ?  คนใน ครอบครัวจะขัดเกลาทรมานเจ้า   ความคิดก็แตกต่างกัน  เช่นนี้เรียกว่า อริยภาพภายนอก พุทธานุภาพภายนอก  อนุตตรธรรมและมนุษยธรรม นั้นสำคัญพอ ๆ กัน  จะต้องทำทั้งสองอย่างให้ดี  อนาคตจึงจะมีโอกาสขึ้น บัวอาสน์

   การจะสร้างบุญกุศลบรรลุปณิธาน  โปรดคนบรรยายธรรม  นั้นเป็นเรื่องง่ายมาก  แต่ว่าการรับความทุกข์ทรมานขัดเกลาในครอบครัว เป็นเรื่องยากยิ่ง  พ่อแม่ พี่น้อง รวมทั้งสามีภรรยาขัดเกลากันจนเกิดความ สมานสามัคคี   ทรมานจนทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจ ในหลักธรรม นั้นไม่ใช่ง่าย  ยิ่งคนใกล้ชิดมากเท่าใด ก็ยิ่งไม่รู้จักมารยาท มากเท่านั้น  พวกเจ้าฟังธรรมะ บทนี้แล้วกลับไปบ้านก็เริ่มต้นทำตั้งแต่บัดนี้ ให้ธรรม ปรากฎขึ้น


พระวจนะพระพุทธจี้กง
อ้างถึง
   วันนี้พวกเราพูดกันว่า “ธรรมะจุติครัวเรือน”   คำว่า “ครัวเรือน” นี้ไม่ได้ชี้เฉพาะแค่พวกเราประชาชนทั่วไปหรือครอบครัวของพวกเราเท่า นั้น ใช่ไหม ?  พวกเราควรจะเริ่มต้นจากตรงนี้ใช่ไหม ?  จึงจะเป็นพื้นฐาน การบำเพ็ญปฏิบัติธรรมของพวกเรา  ถูกต้องไหม ?  เจดีย์เมื่อยิ่งสูงขึ้นไป ยอดเจดีย์ก็ยิ่งแหลมเล็ก  ยิ่งอยู่ช่วงล่างก็ยิ่งต้องกว้างใหญ่  ดังนั้นพวกเรา  จึงถือเอาประชาชนเป็นพื้นฐาน  เมื่อพื้นฐานนี้มั่นคง จึงจะสามารถต่อยอด ให้สูงขึ้นไปได้  แล้วคนที่ยิ่งสามารถขึ้นไปบนยอดนั้นได้มีเป็นเพียงส่วน น้อยใช่ไหม? คนทั่ว ๆ ไปที่สามารถเข้าใจหลักธรรมได้ง่าย เพราะว่า พวกเขาไม่มีชื่อเสียง ผลประโยชน์มากมายมาคอยหลอกล่อเขาอยู่  จึง ไม่ค่อยลุ่มหลงได้ง่าย

   หากวันนี้ลูก ๆ ของพวกเราออกไปข้างนอก  ถูกทำร้าย  ได้รับ ความเจ็บปวดต่าง ๆ นา ๆ จนทนไม่ไหวอีกต่อไป  สถานที่ที่เขาย่อมจะคิด ถึงคือที่ไหน ?  บ้าน  ใช่แล้ว  หากว่าเขาคิดถึงบ้าน  กลับมาหาพวกเรา  นั่น แสดงว่าสิ่งที่พวกเราเคยอบรมสั่งสอนเขามาตั้งแต่เด็กมีผลเกิดขึ้นแล้ว  หากเขามีคุณลักษณะที่ครบถ้วน  จึงจะมีพลังออกไปแบกรับเรื่องราวต่าง ๆ และเมื่อเขาก้าวไปถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อและกำลังจะกระโดดข้ามไป  เจ้าก็คือผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง  เจ้าจะต้องคอยช่วยเหลือให้เขา ข้ามไปให้ได้ใช่ไหม ?  ในกรณีเดียวกัน  พวกเราอยู่ในอาณาจักรธรรม ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ขึ้นมา  ตอนที่พวกเขาเพิ่งจะเข้ามานั้นก็เป็นเหมือน เด็กน้อย  พวกเราจะต้องทำให้เขาเกิดความอบอุ่นเต็มเปี่ยม  ความสงบนิ่ง ความรู้สึกปลอดภัย

   ทุกคนย่อมจะมีจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของตนเอง  หากวันนี้เจ้าจะเป็น คนอุทิศตน  ทุ่มเทกายใจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเพื่ออาณาจักรธรรม  และละทิ้งครอบครัวของตนเอง  วันหนึ่ง เมื่อไฟในตัวเจ้าค่อย ๆ เย็นลง เจ้ากลับไปสู่สภาวะความเป็นจริง  ก็ไม่มีใครที่จะรองรับปลอบใจเจ้า  และ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีสถานที่แห่งใดที่เจ้าจะไปอยู่ได้  ถึงตอนนั้นก็จะ ปรากฎชัดว่า หลายปีที่ผ่านมานี้เจ้าใช้ใจผิด  เมื่อสืบหาถึงต้นสายปลาย เหตุ ก็จะพบว่าตนเองมีทัศนคติที่ไม่ชัดเจน  ตนเองใช้ใจผิด  แล้วจะโทษใครได้  เบื้องบนเรียกให้เจ้าทำเช่นนี้หรือ ?  ไม่ใช่  มนุษย์เป็นผู้ดำเนินในเทวกิจ  แต่คนทำผิดวิธีการ เจ้ายังจะโทษฟ้าอีกหรือ ?  พวกเราจะต้องค้นหา สาเหตุที่แท้จริงของโรคภัยไข้เจ็บให้ได้    จากนั้นต้องรักษาแบบ ขุดรากถอนโคนจึงจะสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้  ถูกต้องไหม ?  อาจารย์
หวังว่าพวกเจ้าจะเข้าใจ  หนทางชีวิตกับหนทางธรรมก็มี หลักการเดียวกัน  คนทุกคนย่อมจะมีจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ  ในสภาวะที่ราบรื่น ก็ต้องเผื่อทาง หนีทีไล่ไว้ให้แก่ตนเองด้วย

ที่อาจารย์กล่าวเช่นนี้มิใช่ให้พวกเจ้ารักตัวกลัวตาย  แต่หวังว่า พวกเจ้าจะจัดการความเป็นอยู่ในครอบครัวให้เรียบร้อยก่อน  และจะต้อง ทุ่มเทความรักให้กับครอบครัวอย่างแท้จริง  เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าเจ้าได้ บำเพ็ญในหลักธรรมที่ถูกต้อง  ทำไปเพื่อประโยชน์สุขของเวไนย์  เพื่อความสุขของครอบครัว  หากพวกเขาเห็นด้วยแล้ว  เขาก็จะ คอยช่วยเหลือเจ้าอยู่เบื้องหลัง  เขาก็จะพูดว่า “คุณพยายามเข้านะ ไม่ต้อง เป็นห่วงทางบ้านหรอก !”  ฟังคำพูดประโยคนี้แล้วก็ชื่นใจ  หากสามารถ ทำได้เช่นนี้  เจ้าก็จะได้ทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่  เพราะว่า เจ้ามีผู้ช่วยอยู่เบื้องหลัง  ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีก  มีทางเดินเผื่อเอาไว้  บางทีวันข้างหน้าชีวิตของเจ้าอาจจะชนตอเจออุปสรรค์  ชะตาชีวิตไม่ดี  ไม่สามารถที่จะก้าวเดินรุดหน้าต่อไปได้  เมื่อกลับไปถึงบ้านก็ยังมีคนเป็น ห่วงเจ้า  เพราะว่าเจ้าเคยทุ่มเทจิตใจห่วงใยดูแลพวกเขา  รักพวกเขา มาก่อนนั่นเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2013, 01:23:39 PM โดย 96rangjai-dd » บันทึกการเข้า
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 01:25:39 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


(2)  ส่งเสริมผู้อื่น ก็ต้องส่งเสริมคนในครอบครัวด้วย


พระวจนะพระพุทธจี้กง
อ้างถึง
     มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ต้องการมีเพื่อน  ต้องการสังคม  ต้องการมวลชน  แม้ว่าพวกเราจะบำเพ็ญธรรมแต่ก็ไม่สามารถแยกตัวออก จากสังคมได้  ต้องกลับเข้าไปอยู่ในสังคม ในหมู่คน  ดังนั้นพวกเรา จะต้องเข้าใจว่า หนทางการบำเพ็ญธรรมก็คือหนทางชีวิต  แม้ว่าพวกเราจะ อยู่ในหนทางแห่งการบำเพ็ญปฏิบัติ  แต่ก็ไม่สามารถออกห่างจากสภาพ ชีวิตความเป็นจริงได้  จะต้องทำความเข้าใจชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน ให้ถ่องแท้  เจ้าจะต้องเข้าใจสถานภาพของมนุษย์  มิใช่ถือแต่หลักธรรม ที่เลอเลิศ  แล้วแยกตัวออกจากหมู่คน

   ดังนั้นการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม  จะต้องทำให้ครอบครัวมีความสุข สงบด้วย  จะต้องทำให้คนในครอบครัวเข้าใจ  เข้าใจว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะ อะไร  เพราะว่าครอบครัวก็ต้องมีหลักธรรมของครอบครัว  ตั้งแต่โบราณ มาเปรียบบุรุษเป็นดั่งท้องฟ้า  สตรีเป็นดั่งผืนดิน  บุรุษมีความเข็มแข็ง  สตรี มีความอ่อนโยน  เข้มแข็งและอ่อนโยนจะต้องดำเนินไปพร้อมกัน  และวัน นี้หลักธรรมจุติครัวเรือน  เดิมทีดอกบัวเจริญเติบโตในน้ำ  แต่ทำไมปัจจุบัน นี้กลับพูดว่า ปลูกดอกบัวในกองเพลิง ?  ก็เพื่อที่จะขัดเกลาจิตญาณของเจ้า การบำเพ็ญและการขัดเกลาขึ้นอยู่กับตัวเอง

   พวกเจ้าล้วนมีครอบครัว การบำเพ็ญส่วนตัวเจ้าเป็นอย่างไร ?  ต่อให้เจ้าบำเพ็ญได้ดีแค่ไหน  แต่ว่าคู่ครองของเจ้าหล่ะ ?  ลูกชายหญิง ของเจ้าหล่ะ ?  เจ้าส่งเสริมคนในครอบครัวของเจ้าอย่างไรบ้าง ?  พวกเจ้า บอกให้คนอื่นทานเจ   บอกคนอื่นว่าบำเพ็ญธรรมจะต้องส่งเสริมคน ในครอบครัวด้วย อาจารย์ขอถามพวกเจ้าว่า แล้วตัวเจ้าหล่ะ?  พวกเจ้า ให้ความสนใจ เหลียวแลสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเจ้าให้มากขึ้น  ใส่ใจมองดู เรื่องราวที่เกิดขึ้นให้มากขึ้น  อย่างอื่นพวกเจ้าก็ไม่ต้องไปกังวล  เจ้าจงวางใจ รู้ไหม ?

   ไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่รักบุตรตน  แต่ทำไมไม่ใช้จิตใจแห่งความรัก
เช่นนี้ปฏิบัติต่อบิดาเล่า ?

   ไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่รักภรรยาตน  แต่ทำไมไม่ใช้จิตใจแห่งความ รักเช่นนี้ปฏิบัติต่อมารดาเล่า ?

   ยอมปฏิบัติคล้อยตามบุตร  แต่ไฉนถึงอกตัญญูต่อบุพการี ?  ปรารถนาให้บุตรหญิงชายในใต้หล้า แบ่งปันความรักหนึ่งส่วนจาก ความรักที่มีแก่บุตรตน  มอบให้บุพการี

   รักเอ็นดูบุตรสาวตน  แต่ไฉนจึงทารุณลูกสะใภ้เล่า ?  ปรารถนา ให้พ่อแม่สามีในใต้หล้า  แบ่งปันความรักสามส่วนจากความรักที่มีแก่ บุตรสาวตน มอบให้แก่ลูกสะใภ้

   วอนอธิษฐานขอพรให้ลูกหลาน  สะสมเงินทองสมบัติให้ ลูกหลาน  แต่ก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้

   สร้างสมบุญวาสนาให้ลูกหลาน  สร้างบารมีสั่งสมให้ลูกหลาน ได้รับผลบุญวาสนาไร้ขอบเขต

   เลี้ยงดูแต่ไม่สั่งสอน นั่นคือการไม่รักลูก  สั่งสอนแต่ไม่เข้มงวด  ก็จะเป็นการทำร้ายลูก  ต้องระมัดระวังละเอียดอ่อนจึงจะไม่สูญเสีย

   มีความกตัญญูในครอบครัว  มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน  ยังไม่มี ใครที่ไม่กตัญญู ไม่จงรักภักดีแล้วมีชื่อเสียงหลงเหลือไว้ชั่วกาลนาน

   ดังนั้น  การบำเพ็ญธรรมจะต้องมีปัญญา  เจ้าจะเดินในหนทาง การบำเพ็ญนี้ต่อไปในอนาคตอย่างไร ?  และอย่าได้ทำให้บุญสัมพันธ์ ในชาตินี้ให้กลายเป็นเวรสัมพันธ์ในชาติหน้า    หากเจ้าไม่สามารถทำให้  บุญสัมพันธ์ในชาตินี้ลุล่วงสมบูรณ์ได้  ชาติหน้าเจ้าก็จะต้องพบเจอกับ เวรสัมพันธ์อีกช่วงหนึ่ง  และจะฉุดช่วยโลกที่เสื่อมโทรมนี้อย่างไร ?  แล้ว จะทำอย่างไรให้จิตใจมนุษย์บริสุทธิ์ ?  ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง  ในด้านมนุษยธรรมที่ใกล้ชิดตัวเรามากที่สุดก็คือคนในครอบครัว  หากแม้ แต่คุณสัมพันธ์ห้ายังทำได้ไม่ดี  แล้วจะไปผันแปรโลกนี้ให้เกิดสันติภาพ เป็นหนึ่งได้อย่างไร?  คิดดูเถิด  จุดมุ่งหมายของอนุตตรธรรมคืออะไร ? คือ การผันแปรโลกนี้ให้เกิดสันติภาพเป็นหนึ่ง  เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ก็จะต้องใช้หลักทัศนคติของศาสนาปราชญ์เป็นตัวขับเคลื่อน  เพราะว่า หลักธรรมของปราชญ์เมิ่งจื่อและขงจื่อก็เริ่มต้นจากหลักมนุษยธรรม !
บันทึกการเข้า
Administrator
ผู้มีประสบการณ์
*****
Like : 0
กระทู้: 58
ออฟไลน์ ออฟไลน์
ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2013, 01:28:45 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


(3)  ประเทศในอุดมคติ  ก็อยู่ที่การดำเนินชีวิตประจำวัน

พระวจนะพระพุทธจี้กง
อ้างถึง
   บางคนสามารถดำเนินตามหลักทัศนคติด้านมนุษยธรรมได้ อย่าง
ดีมาก  แต่ว่าบางคนก็ไม่มีทัศนคติด้านนี้อยู่เลย  พวกเจ้าดูสิ  ครอบครัว ผู้บำเพ็ญธรรมบางคนยังไม่มีความสมานฉันท์กลมเกลียวกันเลย  เป็นเพราะอะไรกัน ?  เพราะว่า พวกเจ้าไม่ได้ทำหน้าที่ด้านมนุษยธรรมให้ สมบูรณ์  ไม่ต้องพูดหรอกว่า  ฉันนั้นได้รับวิถีธรรมแล้ว  ฉันก็เดินไปข้าง หน้าตลอดโดยไม่สนใจอะไร  ไม่สนใจครอบครัว  ไม่สนใจผู้คน  จงรู้ไว้ว่า
ในเมื่อพวกเจ้าดำเนินชีวิตอยู่ในท่ามกลางหมู่ชน จะต้องรู้จักหลักธรรม ของการเป็นคน  หากพวกเจ้าไม่รู้จักหลักธรรมของการเป็นคน ก็เสียที ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ !  ดังนั้น  จะต้องเริ่มจากรากฐานเป็นสำคัญ เมื่อรากฐานมั่นคงแล้วธรรมจึงก่อเกิด  แล้วรากฐานคืออะไร ?  หลักโครงสร้างสามสัจจะห้า  คุณสัมพันธ์ห้าคุณธรรมแปด   หากเจ้า ไม่ลงมือทำตั้งแต่รากฐานสิ่งใกล้ตัว   แต่พุ่งทะยานไปทำในสิ่งที่อยู่ไกล เกินตัว  ก็ไม่เรียกว่าบำเพ็ญธรรม !

เหมือนกับว่าเกิดความขัดแย้งขึ้นในครอบครัว  พวกเจ้าจะ ใช้จิตใจเช่นไรที่จะผันเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นพลังสร้างสรร ?  ธรรมะ จุติครัวเรือนก็คือต้องบำเพ็ญทั้งทางธรรมและทางโลก  ถูกต้องหรือไม่ ?  ในเวลานี้  พวกเจ้าจะต้องรู้จักใช้เวลา ใช้ปัญญาของเจ้า  ผันแปรสิ่งที่ไร้ สาระเหลวไหลออกไป  หากว่าเจ้าอยู่ในพุทธสถานเป็นแบบอย่างที่ดี
กลับไปถึงบ้านได้ทำเช่นนี้ด้วยหรือไม่ ? ปฏิบัติต่อสามี ลูก พ่อแม่สามี อย่างไร ?  จะทำอย่างไรจึงจะทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ  ตนเองจะต้องทำตัว
เป็นแบบอย่างเสียก่อน  ถึงแม้สามีภรรยามาช่วยงานพุทธสถานทั้งคู่  สามีภรรยาบำเพ็ญธรรมร่วมกันก็จริงอยู่  แต่เมื่อกลับถึงบ้านหล่ะ ?  ภรรยาก็ทะเลาะกับแม่สามี  พ่อก็ทุบตีลูกใช่ไหม ?  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนอื่นเขาจะรับรู้ได้อย่างไร ?  หากว่าเจ้าดำเนินตามหลักมนุษยธรรม ได้จริง  ทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี  จึงสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้  ศิษย์เอ๋ย  อย่าให้คนเขาว่ากล่าวได้เลยว่าต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง !


   มองดูจากตรงจุดนี้  แม้ว่าเจ้าจะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว  ก็ต้องแสดงความเคารพจริงใจปฏิบัติต่อสมาชิกอื่น ๆ ในครอบครัว  เพราะ ว่าความเคารพ
จริงใจนั้นก็คือธรรม     ระหว่างสามีภรรยาจะแสดงความ เคารพจริงใจต่อกันได้อย่างไร ?  จะต้องรู้จักให้อภัย กัน   ระหว่างพ่อกับลูก  เวลาที่พ่อสมควรจะเข้มงวดก็ให้เข้มงวด  ถึงเวลาที่จะต้องเมตตาก็ต้อง พูดตักเตือนด้วยความเมตตา  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะได้ไม่ต้อง ใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในสมรภูมิ  ไม่ต้องใช้ชีวิตเหมือนคนตกนรก  ดังนั้น เมื่อถึงเวลาสมควรจะเข้มงวด  ก็จะต้องใช้หลักเหตุผลมาชี้แนะ  ให้ เขาเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง  เมื่อถึงเวลาที่ต้องเมตตา  ก็จะต้องช่วยแก้ปม ปัญหาในจิตใจของเขา  ฉะนั้นให้เริ่มจากหลักมนุษยธรรมในครอบครัว ไปสู่อาณาจักรธรรม  สังคม และไปสู่ทุกหนทุกแห่ง  ดังนั้น  การบำเพ็ญ ธรรมก็ต้องเริ่มต้นจากมนุษยธรรม  นั่นก็คือหลักธรรมนั่นเอง

   ในทางกลับกัน  หากว่าญาติพี่น้องของเจ้าได้กระทำความผิด  เจ้าก็ตำหนิติเตียนเขา  ก็จะทำให้เขารู้สึกว่าเจ้านั่นไม่เข้าใจจิตใจ ของเขาเลย  หากว่าเจ้าเข้าใจนิสัยของฝ่ายตรงข้ามได้ดี ก็ค่อย ๆ ไปพูดคุยกับเขา ตักเตือนเขา ทำความเข้าใจในตัวเขาให้ดี  แต่ไม่ใช่พูดเอา อกเอาใจเขา  เมื่อทำเช่นนี้ได้ก็จะทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  ทุกคนมี ความรักใคร่สามัคคีกัน  จึงจะบังเกิดปัญญา

   ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไรมีเพียงหลักธรรมเท่านั้น ที่จะ สร้างความเข้าใจกันได้  เจ้าจะรู้สึกว่ายิ่งบำเพ็ญยิ่งมีความสุข  หากว่าเจ้า มีความสุขใจ  ร่างกายก็ปราศจากโรคภัย  เพียงแค่ใส่ยานิด ๆ หน่อย ๆ ก็สามารถทำให้ฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว  ใช่ไหม ?  หากมีทัศนคติที่ถูกต้อง  จิตใจแข็งแรง  มีความเข้าใจแจ่มชัด  ดูแลร่างกายให้ดี  คนอื่นก็จะ ว่าไม่ได้ว่าทำไมเจ้ายิ่งบำเพ็ญยิ่งแย่  ยิ่งบำเพ็ญยิ่งผอม  ยิ่งบำเพ็ญยิ่งเป็นโรค  ยิ่งบำเพ็ญอารมณ์ก็ยิ่งรุนแรง  ใช่ไหม ?  เมื่อพวกเราปฏิบัติได้ถึงพร้อม  ครอบครัวของพวกเราก็จะเป็นครอบครัวตัวอย่าง  ครอบครัวตัวอย่าง นี้แหละจึงจะเป็นประเทศในอุดมคติได้อย่างแท้จริง  ดังนั้น ประเทศ ในอุดมคติ  ก็อยู่ที่การดำเนินชีวิตประจำวันของเจ้า  ไม่ใช่อยู่ที่หลัก ทฤษฎีเหล่านั้น  หากว่าประเทศในอุดมคติบังเกิดขึ้นแล้ว ครอบครัว ตัวอย่างก็จะปรากฎขึ้น  ทุกคนก็จะดำเนินในธรรม  พวกเราก็ไม่ ต้องพูด  ไม่ต้องใช้คำสั่ง ผู้คนย่อมดำเนินรอยตามเอง  เข้าใจไหม ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2013, 01:31:00 PM โดย 96rangjai-dd » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ตอบ  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

+ ตอบด่วน
 


96 ธรรมคือแรงใจ | ปิ๊งแว๊บ ! ปััญญาแจ่มบรรเจิด | อ่านธรรม | มูลนิธิเมตตาอาทร | เสบียงบุญ | วิถีอนุตตรธรรม |

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นเวบบอร์ดโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไปและสมาชิก
ซึ่งทีมงาน 96rangjai มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป
4. ทีมงาน 96rangjai ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น