ยินดีต้อนรับสู่ฟอรั่ม 96 เสวนาธรรมบำเพ็ญ
กรุณา ลงทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานฟอรั่มได้อย่างเต็มรูปแบบ !
ลงทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและใช้เวลาเพียงเล็กน้อย

"โดยพื้นฐานธรรมชาติเดิมแท้ของตัวเรา
เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์และสะอาด
ถ้าเรารู้จิตของเราและเห็นถึงธรรมชาติเดิมแท้ของเรา
เราทั้งหลายก็จะบรรลุถึงความเป็นพุทธะ"

หน้า: [1]   ลงล่าง
  ตอบ  |  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on Twitter
ผู้เขียน หัวข้อ: เอกธรรมมรรค  (อ่าน 10793 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Witeejit
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2011, 06:13:55 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


 

เอกธรรมมรรค

เมื่อท่านฮุ่ยเหนิงเห็นว่าถึงเวลาเผยแพร่ธรรมะ

จึงเดินทางมาถึงวัดฝ่าซิ่งแห่งนครกว่างตง

ในขณะนั้นพระธรรมาจารย์อิ้นจงซึ่งเป็นเจ้าอาวาสกำลังเทศนา

ว่าด้วยมหาปรินิรวาณสูตร และธงริ้วกำลังโบกสะบัดพริ้วๆ

พระภิกษุสองรูปก็โต้เถียงกันว่า


    “ผมว่าธงกำลังสั่นไหว”
    “หลวงพี่เข้าใจผิด แท้ที่จริงลมมันไหวต่างหาก”
    พระทั้งสองรูปต่างโต้เถียงไม่ยอมแพ้แก่กัน และไม่มีทีท่าว่าจะตกลงกันได้
    เพราะต่างยึดถือความเห็นของตนเองเป็นใหญ่และถูกต้อง
    ท่านฮุ่ยเหนิงจึงเสนอข้อตัดสินว่า
    “ผมว่าท่านทั้งสองเข้าใจผิดแล้ว สิ่งที่สั่นไหวนั้นไม่ใช่ธงและลม
    แท้ที่จริงเป็นจิตของท่านทั้งสองต่างหาก”
    ที่ประชุมในขณะนั้นต่างตื่นตะลึงต่อถ้อยคำของท่านฮุ่ยเหนิง
    เจ้าอาวาสอิ้นจงจึงอาราธนาให้ขึ้นนั่งบนอาสนะอันสูง
    แล้วซักถามปัญหาสำคัญๆ ในพระสูตรต่างๆ
    เมื่อได้รับคำตอบอันชัดแจ้งซึ่งมีค่าสูงกว่าความรู้ที่ได้จากตำรา
    พระธรรมาจารย์อิ้นจงจึงกล่าวว่า
    “ท่านต้องเป็นบุคคลที่มิใช่ธรรมดา อาตมาได้ฟังข่าวมานานแล้วว่า
    บุคคลผู้ซึ่งได้รับมอบผ้ากาสาวพัสตร์ และธรรมะจากพระสังฆปริณายกองค์ที่ห้า
    บัดนี้ได้เดินทางลงมาทางทิศใต้เห็นทีท่านจะเป็นบุคคลผู้นั้นแน่แล้ว”
    ท่านฮุ่ยเหนิงแสดงกริยาตอบรับโดยอ่อนน้อม
    เจ้าอาวาสอิ้นจงจึงทำความเคารพ
    และขอให้นำเอาผ้าและบาตรที่ได้รับมอบออกมาให้ที่ประชุมดู พร้อมทั้งซักถามว่า
    “เมื่อครั้งที่พระสังฆปริณายกองค์ที่ห้ามอบธรรมะอันเร้นลับ
    สำหรับพระสังฆปริณายกให้แก่ท่านนั้น ท่านได้รับคำสั่งสอนอย่างใดบ้าง”
    “นอกจากการชี้ให้เห็นแจ้งชัดในธรรมญาณแล้ว
    ท่านมิได้ให้คำสอนอะไรเลย ท่านมิได้เอ่ยแม้คำว่าฌาณและวิมุติ” ท่านฮุ่ยเหนิงตอบ
    “เอ๊ะ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น” อาจารย์อิ้นจงสงสัย
    “เพราะมันจะทำให้เกิดความหมายว่า มีหนทางขึ้นทั้งสองหนทาง
    ในทางพุทธธรรมจะมีสองทางไม่ได้ มันมีแต่ทางเดียวเท่านั้น”
    “ที่ว่ามีแต่ทางเดียวนั้นคืออะไร อาจารย์อิ้นจงถาม
    “ก็ในมหาปรินิรวาณสูตรที่ท่านเทศนาอยู่นั่นเองก็ชี้ให้เห็นอยู่แล้วว่า
    ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของทุกคน นั่นแหละคือทางเดียว
    ตัวอย่างตอนหนึ่งของพระสูตรนั้นมีว่าพระเจ้าเกากุ้ยเต๋อ
    ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
    พระภิกษุผู้ล่วงปาราชิกสี่อย่างหรือทำอนันตริยกรรมห้าอย่าง
    และพวกมิจฉาทิฏฐินอกศาสนาก็ดี
    คนเหล่านี้จะได้ชื่อว่าถอนรากเง่าแห่งความมืด
    และทำลายธรรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของตนเสียแล้วโดยสิ้นเชิงหรือไม่
    พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า
    รากเง่าแห่งความดีนั้นมีอยู่สองชนิดคือ ถาวรตลอดอนันตกาล กับไม่ถาวร
    แต่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะนั้น
    จะเป็นของถาวรตลอดอนันตกาลก็ไม่ใช่จะว่าไม่ถาวร ก็ไม่ใช่
    เพราะฉะนั้นรากเง่าแห่งความดีของเขาจึงไม่ถูกถอนขึ้นโดยสิ้นเชิง
    ท่านฮุ่ยเหนิงได้อธิบายสืบต่อไปว่า
    “บัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าพุทธธรรมมิได้มีสองทาง
    แต่ที่ว่ามีทางฝ่ายดีและฝ่ายชั่วนั้นจริงอยู่
    แต่เหตุเพราะธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเป็นของไม่ดี ไม่ชั่ว
    เพราะฉะนั้นพุทธธรรมจึงไม่มีถึงสองทาง
    ตามความคิดของปุถุชนย่อมเข้าใจว่าส่วนย่อยๆ ของขันธ์และธาตุทั้งหลาย
    ย่อมแบ่งออกเป็นสองทาง
    แต่ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วย่อมเข้าใจได้ว่า

    สิ่งเหล่านั้นตามธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะไม่เป็นของคู่เลย”

    เหตุแห่งปาราชิกมี ๔ อย่างคือ

    ๑. เสพสังวาสกับมนุษย์หรือสัตว์ทั้งที่มีชีวิตหรือเป็นศพ

    ๒. ฆ่ามนุษย์

    ๓. ขโมยหรือคดโกงทรัพย์ตั้งแต่ ๑ บาสก

    ๔. อวดธรรมวิเศษที่ไม่มีในตนเอง
   
    ความชั่วที่ถือว่าเป็นอนันตริยกรรมมีอยู่ ๕ อย่างคือ

    ๑.ฆ่าพ่อ

    ๒.ฆ่าแม่

    ๓.ฆ่าพระอรหันต์ ๔.ทำให้เกิดสังฆเพทคือพระสงฆ์แตกแยก

    ๕.ทำให้พระพุทธองค์ห้อพระโลหิต

    กรรมทั้งห้าประการนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุด
    แต่ธรรมชาติของพระพุทธะก็มิได้ถอนทิ้งไปจากใครเลย
    ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ พระโมคคัลลานะ
    ซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์
    ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นผู้ที่เลิศฤทธิ์
   ในอดีตชาติเคยกระทำ ปิตุฆาต และ มาตุฆาต คือฆ่าพ่อแม่ของตนเอง
    เพราะหลงคำยุยงของภริยาที่รังเกียจพ่อแม่ตาบอด
    พระโมคคัลลานะ จึงลวงพ่อแม่ของตนไปฆ่าด้วยการผลักตกเหว
    ด้วยอนันตริยกรรมในครั้งนั้น
    มีผลให้พระโมคคัลลานะต้องตกอยู่ในอเวจีนรกนับเป็นกัปกัลป์
    ต่เมื่อมาเกิดเป็นพระโมคคัลลานะก็ได้บวชในพระพุทธศาสนา
    และสำเร็จเป็นพระอรหันต์
    พระโมคคัลลานะระลึกอดีตชาติได้อย่างนี้
    จึงยอมให้โจรจับแล้วทุบด้วยท่อนไม้จนกลายแหลกและละเอียดดับขันธ์ปรินิพพาน
    แต่สภาวะแห่งธรรมญาณเดิมมิได้แหลกละเอียดไปด้วย
    กายเนื้อถูกทำลาย แต่เพียงอย่างเดียว
    ธรรมชาติของธรรมญาณ ไม่มีใครทำลายลงไปได้
    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจิตก่อกรรมหนักเพียงใด
    ก็ไม่มีผลแห่งการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของธรรมญาณเลย
    ธรรมญาณ เป็น ธรรมะอันแท้จริงของตนเอง
    เพราะฉะนั้นจึงเป็นแต่เพียงหนทางเดียว มิได้เป็นหนทางคู่
    เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะดั้งเดิมของธรรมญาณ
    ทำไมจึงเป็นอย่างนี้
    คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่า เพราะธรรมญาณ เป็น อสังขตธรรม
    ไม่มีรูปลักษณ์ใดๆ เพราะเหตุนี้จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เลย
    หนทางอันแท้จริง ของธรรมญาณจึงเป็น “เอกธรรมมรรค”
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ตอบ  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

+ ตอบด่วน
 


96 ธรรมคือแรงใจ | ปิ๊งแว๊บ ! ปััญญาแจ่มบรรเจิด | อ่านธรรม | มูลนิธิเมตตาอาทร | เสบียงบุญ | วิถีอนุตตรธรรม |

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นเวบบอร์ดโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไปและสมาชิก
ซึ่งทีมงาน 96rangjai มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป
4. ทีมงาน 96rangjai ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น